𝓝𝓸𝓻𝓽𝓱𝓮𝓪𝓼𝓽𝓮𝓻𝓷 🌾

🌾 สถานที่ท่องเที่ยวภาคอีสาน (𝓝𝓸𝓻𝓽𝓱𝓮𝓪𝓼𝓽𝓮𝓻𝓷 𝓣𝓱𝓪𝓲𝓵𝓪𝓷𝓭 𝓣𝓻𝓪𝓿𝓮𝓵 𝓓𝓮𝓼𝓽𝓲𝓷𝓪𝓽𝓲𝓸𝓷𝓼)

1. จังหวัดอุบลราชธานี (𝓤𝓫𝓸𝓷 𝓡𝓪𝓽𝓬𝓱𝓪𝓽𝓱𝓪𝓷𝓲)

ดินแดนแห่งวัฒนธรรมอีสานใต้และธรรมชาติสวยงามริมฝั่งโขง
จุดท่องเที่ยวยอดนิยมได้แก่ สามพันโบก หรือ “แกรนด์แคนยอนเมืองไทย”, อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ชมภาพเขียนโบราณ, และ วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว (วัดเรืองแสง) ที่งดงามในยามค่ำคืน

🌅 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: แม่น้ำโขง / ผาแต้ม / วัดเรืองแสง

สามพันโบก

สามพันโบก เป็นแก่งหินใต้ลำน้ำโขง เขตบริเวณบ้านโป่งเป้า ตำบลเหล่างาม อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี สามพันโบกคือความงดงามใต้น้ำ ที่จะปรากฏให้เห้นความงดงามแค่เพียงในยามน้ำแล้งเท่านั้น เนื่องจากในช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินดังกล่าวจะจมอยู่ใต้บาดาล ความสวยงามวิจิตรของหินที่ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนเว้าแหว่ง มองเห็นเป็นภาพศิลปะ มีรูปร่างแตกต่างกันออกไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง บ้างเป็นรูปวงรี รูปดาว รูปวงกลม และรูปอื่นๆ อีกมากมาย ตามแต่ที่เราจะจินตนาการจำนวนมากกว่า 3,000 แอ่ง หรือ 3 พันโบก?เพราะมีมากกว่า 3,000 แอ่ง ที่นี่จึงได้ฉายาว่า “แกรนแคนย่อนเมืองไทย

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศไทย สามารถรับชมพระอาทิตย์ขึ้นได้เป็นจุดแรกของประเทศไทย อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดอุบลราชธานี จุดที่น่าสนใจคือภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ผาแต้ม และจุดชมพระอาทิตย์แสงแรกแห่งสยาม

คำว่า “แต้ม” เป็นภาษาถิ่นดั้งเดิมหมายถึง รอยวาด ระบาย ประทับ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ โดยใช้สี ให้ปรากฏเป็นรูปภาพ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ต่างๆ โดยที่ผาแต้มนี้ เป็นแหล่งที่พบภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000-4,000 ปีแบ่งออกได้ 4 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ยาวที่สุดยาว 180 เมตร และมีภาพมากกว่า 300 ภาพ

ในอดีตชาวบ้านท้องถิ่นที่ทำกินในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ป่าภูผา น้อยคนนักที่จะเดินทางเข้าไปในป่าดังกล่าว เนื่องจากมีความเชื่อว่า “ผาแต้มเป็นเขตต้องห้าม ภูผาเหล่านี้มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นภูผาแห่งความตาย ใครล่วงล้ำเข้าไปมักมีอันเป็นไป อาจเจ็บไข้หรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้”

พื้นที่ป่าภูผาบริเวณผาแต้มได้ถูกเปิดเผยจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เมื่อคณะอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชามนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากรได้มาทำการสำรวจและค้นพบภาพเขียนสีโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ผาแต้ม ท้องที่บ้านกุ่ม ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบกับสภาพป่าในบริเวณใกล้เคียงยังอุดมสมบูรณ์ จึงได้ทำหนังสือบันทึกจากภาควิชาฯ ลงวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2524 เสนอต่อ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ขอให้จัดตั้งป่าภูผาในบริเวณผาแต้มเป็นอุทยานแห่งชาติ

วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว (วัดเรืองแสง)

วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว หรือ วัดภูพร้าว อีกชื่อหนึ่งที่นิยมเรียกกันก็คือ วัดเรืองแสง ค่ะ วัดนี้จะตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ในอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการจำลองสภาพแวดล้อมของวัดป่าหิมพานต์หรือเขาไกรลาศ บนยอดเขาเราจะสามารถมองเห็นพระอุโบสถสีปัดทอง ตั้งเด่นงดงามอยู่ค่ะ ด้านหลังของอุโบสถจะเป็นงานจิตรกรรมเรืองแสงสีเขียวของต้นกัลปพฤกษ์ อยู่ด้านหลังของอุโบสถในเวลากลางคืน สวยงามมากจริงๆ ค่ะ ซึ่งบางเวลาถ้าไปแล้วโชคดีได้เจอกับดาวเรืองแสงรอบๆ อุโบสถ และขอแนะนำให้ไปในคืนเดือนมืดค่ะ เพราะถ้ายิ่งมืดเราก็จะสามารถเห็นการเรืองแสงของต้นกัลปพฤกและดวงดาวได้ชัดเจนมากขึ้น

ส่วนตัวอุโบสถมีต้นแบบมาจากวัดเชียงทอง ประเทศลาว แต่มีความกว้างมากกว่า 1 เท่า และความยาวมากกว่า 2 เท่า เสาแต่ละต้นลงลวดลายด้วยมืออย่างปราณีตค่ะ โดยรอบนอกเป็นลายดอกบัวและสัตว์ทั้งหลายตามคติบัว 4 เหล่า หัวใจหลักของการทำพุทธศิลป์คือ การนำเสนองานศิลปะที่เกิดจากความสงบ ความเพียร ความอดทน และวิสัยทัศน์ ซึ่งงานแต่ละชิ้นต้องคิดจากความคิดอันวิจิตรจริงๆ ค่ะ อย่างแนวคิดการจำลองให้วัดเป็นเขาพระสุเมรุ ตรงกลางของพระอุโบสถ เป็นที่ตั้งของพระประธาน แต่เดิมที่คล้ายกับพระพุทธชินราช ในจังหวัดพิษณุโลก แต่มีการนำเพียงส่วนรัศมีออกไป เพื่อให้แลดูกลมกลืนกันยิ่งขึ้น พร้อมกับได้ทำฉากหลังเป็นต้นโพธิ์ โดยเบื้องบนติดด้วยแผ่นพระทองค่ะ

วัดแห่งนี้ท่านพระอาจารย์บุญมากเป็นผู้ริเริ่มค่ะ ท่านเป็นคนฝั่งลาวจำปาสัก ได้เข้ามาเผยแพร่อบรมสมาธิทางฝั่งไทย และได้ปักกลดที่ภูพร้าวในปี 2497-2498 ซึ่งท่านได้กลับไปยังประเทศลาว จนกระทั่งปี 2542 พระครูกมล ลูกศิษย์ของท่านได้ค้นพบวัดอีกครั้งและบูรณะให้กลับมาเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมได้อย่างเดิม หลังจากพระครูกมลละสังขารไปในปี 2549 พระครูปัญญาก็เข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดและสานต่องานสร้างวัดต่อไปจนถึงปัจจุบัน

✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯

2. จังหวัดนครราชสีมา (𝓝𝓪𝓴𝓱𝓸𝓷 𝓡𝓪𝓽𝓬𝓱𝓪𝓼𝓲𝓶𝓪 – โคราช)

ประตูสู่อีสาน เมืองใหญ่ที่ผสมผสานทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และความทันสมัย
สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ได้แก่ เขาใหญ่, อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่, วัดหลวงพ่อโต, และ ฟาร์มโชคชัย

🌿 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: ธรรมชาติ / เขาใหญ่ / ฟาร์มท่องเที่ยว / อากาศเย็น

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

“อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย มีพื้นที่ ครอบคลุม 4 จังหวัด ประกอบด้วย สระบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี และนครนายก เป็นพื้นที่ผืนใหญ่ตั้งอยู่ในเทือกเขาพนมดงรัก ในส่วนหนึ่งของดงพญาเย็นหรือดงพญาไฟในอดีต ประกอบด้วยขุนเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนหลายลูก เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารที่สำคัญหลายสาย เช่น แม่น้ำนครนายก และแม่น้ำมูล มีความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นบ้านหลังใหญ่ของสิ่งมีชีวิตที่สำคัญ หายาก และใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด รวมถึงนกมากกว่า 280 ชนิด จึงทำให้เป็นที่นิยมของนักดูนกจากทั่วโลก

นอกจากจะเป็นแหล่งธรรมชาติที่สำคัญของไทย ยังมีความสำคัญในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก คือ อุทยานมรดกแห่งอาเซียน (ASEAN Heritage Park) และ มรดกโลกทางธรรมชาติ (World Heritage Site)

ผู้ที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สามารถเดินทางขึ้นเขาได้ 2 ทาง คือ ขึ้นเขาทางฝั่งปากช่อง ผ่านศูนย์บริการนักท่องเที่ยวศาลเจ้าพ่อ (ด่านปากช่อง) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และขึ้นเขาทางฝั่งปราจีนบุรี ผ่านศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเนินหอม (ด่านเนินหอม) อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งทั้งสองเส้นทางสามารถเดินทางได้สะดวกสบาย มีเส้นทางเชื่อมถึงกัน

วัดหลวงพ่อโต

วัดหลวงพ่อโต หรือ วัดโนนกุ่ม ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว ค่ะ เป็นวัดสวยอีกแห่งในโคราช ผู้ที่ก่อสร้างวัดคือ สรพงศ์ ชาตรี ดาราดังของประเทศไทย และ ดวงเดือน จิไธสงค์ ภายใต้การดำเนินการของมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ทำให้ชาวบ้านนิยมเรียกวัดแห่งนี้ในอีกชื่อว่า วัดสรพงศ์ นั่นเองค่ะ

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของวัดนี้ก็คือ ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อ หลวงพ่อโต (สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี) เป็นรูปหล่อทองเหลือง ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทย ซึ่งมีหน้าตักกว้าง 8 เมตร 1 นิ้ว มีความสูง 13 เมตร และหนักถึง 61 ตันเลยทีเดียวค่ะ ที่นี่จึงเป็นหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ที่สุดในไทย เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นที่สักการะบูชาของชาวบ้าน และนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมี วิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช ให้ได้สักการะกันอีกด้วย

นอกจากความสวยงามภายในวิหารต่างๆ แล้ว บริเวณโดยรอบ จะมีอุทยานสวนหย่อมต่างๆ ริมสระน้ำที่ร่มรื่น รวมถึงยังมีโรงอาหารที่ไม่ขายอาหาร แต่จะมีไว้บริการให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมได้ทานฟรี อีกด้วยค่ะ

ฟาร์มโชคชัย

ฟาร์มโชคชัย  ดินแดนแห่งคาวบอยเมืองไทย บนท้องทุ่งกว้างของอำเภอปากช่อง เพลิดเพลินกับกิจกรรมที่จะปลดปล่อยคุณออกจากวิถีเมือง ผ่อนคลายกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร จะลองขี่ม้าสวมบทเป็นคาวบอย ภายในฟาร์มโชคชัยมีกิจกรรมสนุกๆ เพลินเพลิน ต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย หากใครกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่จะทำกิจกรรมกับแก๊งเพื่อนหรือครอบครัวก็แวะมาเยือนกันได้

ฟาร์มโชคชัย ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สวยงามของอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเขาใหญ่ เป็นหนึ่งในฟาร์มโคนมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและเป็นจุดหมายปลายทางที่ชื่นชอบของครอบครัวและนักท่องเที่ยว ฟาร์มแห่งนี้นำเสนอการผสมผสานที่ไม่เหมือนใครระหว่างการเกษตร การศึกษา และความบันเทิง ทำให้เป็นทริปวันเดียวที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้มาเยือนทุกวัย ตั้งแต่ทัวร์แบบมีส่วนร่วมและกิจกรรมสนุกสนานไปจนถึงผลิตภัณฑ์จากนมแสนอร่อย ฟาร์มโชคชัยสัญญาว่าจะมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำ

ผู้มาเยือนฟาร์มโชคชัยมีสวนสัตว์ที่เด็กๆ สามารถสัมผัสกับสัตว์ในฟาร์มหลากหลายชนิด และโซนผจญภัยที่มีกิจกรรมตื่นเต้น เช่น การขี่ ATV และขี่ม้า หลังจากเยี่ยมชมฟาร์ม ฟาร์มโชคชัยถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่เหมาะแก่การเยี่ยมชมและพักผ่อนในวันหยุดของคุณ คุณสามารถขับรถไปได้โดยจะใช้ระยะเวลาเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้นจากโรงแรมลาโค่ เขาใหญ่

✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯

3. จังหวัดเลย (𝓛𝓸𝓮𝓲)

เมืองที่มีอากาศเย็นตลอดปี โอบล้อมด้วยขุนเขาและธรรมชาติบริสุทธิ์
สถานที่ห้ามพลาดคือ ภูเรือ, ภูหลวง, เชียงคาน เมืองเก่าริมโขงที่มีเสน่ห์ และ ภูป่าเปาะ ที่ได้ชื่อว่า “ฟูจิเมืองเลย”

🏞️ 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: ภูเขา / เมืองเก่า / วิวแม่น้ำโขง / ทะเลหมอก

ภูเรือ

อำเภอภูเรือ หนึ่งในอำเภอของจังหวัดเลย ที่มีความน่าสนใจไม่ใช่น้อย สถานที่ท่องเที่ยวภูเรือ อาทิเช่น จุดชมวิวทะเลหมอกช่วงปลายฝนต้นหนาว น้ำตก วัดเก่าวัดดัง และ ที่เที่ยวภูเรือ อีกหลากหลายสถานที่ ที่รอคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ให้ได้เดินทางมาศึกษาท่องเที่ยววัฒนธรรมของชาวอำเภอภูเรือ ว่ามีความน่าสนใจไม่ใช่น้อย ด้วยวัฒนธรรม วิถีชีวิตการเป็นอยู่ สถาปัตยกรรมที่มีมาอย่างช้านาน เที่ยวภูเรือ ยังไงให้ได้สนุกสนาน ม่วน แซ่บ ประทับใจ เดี๋ยวแอดจะพามาแนะนำกันเด้อจ้า ว่า ภูเรือที่เที่ยว จะมีความม่วนป่านใด ว่าด้วยการเดินทางเที่ยวอำเภอภูเรือ ก็เดินทางง่ายสะดวกสบาย ใกล้ ที่เที่ยวเชียงคาน ที่สามารถเดินทางได้ง่ายเพียงนิดเดียว ว่าแล้วพร้อมกันหรือยังจ๊ะ ถ้าพร้อมแล้ว เตรียมตัวออกเดินทางได้ สาม สอง หนึ่ง ไปเที่ยวภูเรือ กันเลยจ้า

ภูหลวง

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ภูหลวง เกิดจากการยกตัวของพื้นผิวโลก ก่อให้เกิดภูเขาสูงใหญ่มหึมา มีพื้นที่ประมาณ 560,593 ไร่ ขยายกินพื้นที่หลายอำเภอ ตั้งแต่ อำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูหลวง ซึ่ง ภูหลวง แปลว่า “ภูเขาของพระเจ้าแผ่นดิน” ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยถึงความสูงชัน และกว้างใหญ่ไพศาลของตัวภูเขานั่นเองค่ะ

ความใหญ่โตของภูหลวง ทำให้ที่นี่มีธรรมชาติที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์ ซึ่งภูหลวงได้ประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อปี พ.ศ. 2517 เพื่ออนุรักษ์พืชพันธุ์ และสัตว์ป่า เช่น นกพันธุ์หายาก ที่อาศัยอยู่ในผืนป่าแห่งนี้ แถมยังมีรอยเท้าไดโนเสาร์อายุกว่า ๑๒๐ ล้านปีให้ชาวเดินป่าได้เชยชมกันอีกด้วย

แม้บนภูหลวงจะมีทั้งหมด 3 ฤดู แต่ก็มีอากาศที่เย็นตลอดปี ในฤดูร้อน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อากาศจะไม่ร้อนจัด อยู่ที่ 20-25 องศาเท่านั้น ซึ่งช่วงนี้นี่แหละ ที่เราจะได้พบกับดอกไม้ป่านาๆ พันธุ์ เช่น น้ำเต้าฤาษี รองเท้านารีอินทนนท์ กุหลาบขาว และ กุหลาบแดง ที่เป็นสัญลักษณ์ของภูหลวงแห่งนี้

กุหลาบบนภูหลวงไม่ได้หน้าตาเหมือนกุหลาบฝรั่งทั่วไป กุหลาบขาว จะมีลักษณะเป็นหลอดรูปกรวยแกมรูประฆัง ดอกสีขาวหรือสีขาวอมชมพู และมีสีเหลืองแต้มอ่อนๆ ความสูงของต้นอยู่ 1-5 เมตร ซึ่งเราจะพบกุหลาบขาวได้ที่ โคกพรหมจรรย์ ค่ะ 

ส่วน กุหลาบแดง จะมีลักษณะคล้ายกุหลาบขาว จะแตกต่างตรงที่มีสีแดงสด และทรงดอกเป็นรูปทรงกรวย หรือแจกัน ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ สดชื่นมากๆ ค่ะ

เชียงคาน

ถ้าหากพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเลย ชื่อของเชียงคานคงจะถูกนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ด้วยความสวยงามของธรรมชาติที่รายล้อม และความสโลว์ไลฟ์เงียบสงบริมฝั่งของบ้านเรือนที่นี่ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยือน

แน่นอนว่ามาเชียงคานแล้วก็ต้อมาเดินเล่นที่ถนนคนเดินเชียงคานด้วย เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คของเชียงคานเลยก็ว่าได้ ในยามเย็นไปจนถึงช่วงค่ำๆ ที่ถนนคนเดินจะคึกคักไปด้วยผู้คน รวมไปถึงร้านค้า และร้านอาหาร ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางแบ็คกราวด์ของบ้านไม้เก่าดั้งเดิมของเชียงคาน เป็นถนนคนเดินที่น่ารักมากจริงๆ 

ตื่นในยามเช้า ออกไปเดินเล่นปั่นจักรยานชิลๆ กันที่ถนนริมน้ำเชียงคาน ชมวิวแม่น้ำโขงในยามเช้า มองเห็นได้ไกลถึงฝั่งประเทศลาว ยิ่งในช่วงหน้าฝนแบบนี้บรรยากาศยามเช้าสดชื่นมากๆ มองไปทางไหนก็จะเห็นแต่ความเขียวขจีสบายตา

เชียงคานนอกจากจะมีวิวสวยๆ ของแม่น้ำโขงแล้ว ยังมีวิวทะเลหมอกบนภูทอกเป็นมุมห้ามพลาดที่ต้องไปเยือนด้วย โดยคุณสามารถเดินทางจากเมืองเชียงคานไปสู่จุดชมวิวภูทอกใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น จอดรถด้านล่างแล้วต่อรถของชาวบ้านขึ้นไปไม่นานก็ถึงจุดชมวิว ด้านบนจุดชมวิวคุณจะได้พบกับวิวของเทือกเขาที่เขียวขจีสลับซับซ้อนกันไปมาได้อย่างสวยงาม รวมไปถึงทะเลหมอกที่ออกมาทักทายในยามเช้า ถือเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวห้ามพลาดของเชียงคานเลย รับรองว่าได้รูปสวยๆ เก็บไปเป็นความทรงจำกันอย่างแน่นอน

ภูป่าเปาะ

ภูป่าเปาะ อยู่ที่บ้านผาหวาย ตำบลปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ บรรยากาศของวิวทิวทัศน์สวยๆ บนจุดชมวิว ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 900 เมตร สามารถมองเห็น ภูหอ ที่มีลักษณะเป็นภูเขายอดตัด หรือ ภูเขายอดราบ ได้อย่างชัดเจนเลย ยิ่งในช่วงที่มีทะเลหมอกปกคลุม นึกว่า ภูเขาไฟฟูจิยามา ในประเทศญี่ปุ่น เลยค่ะ 

เมื่อก่อนนั้น ภูป่าเปาะ แห่งนี้ เป็นพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติภูค้อ-ภูกระแต และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูค้อ-ภูกระแต แต่ถูกบุกรุกจนทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรมลง หลังจากนั้นก็มีผู้ใหญ่บ้าน เข้ามาทำการฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับคืนสภาพปกติ จนกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นนั่นเองค่ะ 

ซึ่งคำว่า ภูป่าเปาะ นั้น ก็มาจาก ภูเขาที่มีป่าไผ่เปาะ ซึ่ง ไผ่เปาะ นั้น เป็นไผ่ชนิดหนึ่งที่ขึ้นได้ทั่วไปตามภูเขายังสามารถพบได้ทุกๆ เขตอำเภอ ของจังหวัดเลยอีกด้วย โดย ไผ่เปาะ นั้น เป็นไผ่ที่เปาะแตกหักได้ง่าย เลยเป็นที่มาของชื่อนี้นั่นเองค่ะ

✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯

4. จังหวัดขอนแก่น (𝓚𝓱𝓸𝓷 𝓚𝓪𝓮𝓷)

ศูนย์กลางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของอีสาน มีทั้งแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
สถานที่ยอดนิยม เช่น บึงแก่นนคร, พระมหาธาตุแก่นนคร วัดหนองแวง, และ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

🦕 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: เมืองใหญ่ทันสมัย / วัดงดงาม / แหล่งไดโนเสาร์

บึงแก่นนคร

บึงแก่นนคร (Kaen Nakhon Lake) จุดชมวิวพระมหาธาตุแก่นนคร หรือ วัดหนองแวง 9 ชั้น ที่นับว่าเป็นอีกจุดไฮไลท์ของเมืองขอนแก่น ที่สามารถชมวิวสวย ๆ ของวัดได้ที่บึงแห่งนี้ซึ่งเป็นวิวที่สวยมาก ๆ เลยค่ะ นอกจากนั้นบิ่งแก่นนคร ขอนแก่นยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ให้ผู้คนที่สัญจรไปมาได้เข้ามาทำกิจกรรมสนุก ๆ มากมาย อาทิ ปั่นเรือเป็ด มาออกกำลังกาย เต้นแอโรบิค เล่นกีฬา เล่นสเก็ต เสร็จแล้วก็เดินหาของกินที่ร้านอาหารริมบึ่งแก่นนคร หรือ ตลาดนัดริมบึงได้ทุกวัน หรือถ้าใครที่เป็นสายมู ก็เข้าไปไหว้สักการะพระแม่กวนอิมและศาสเจ้าพ่อตั้งอยู่ริมบึงได้ทุกวัน

พระมหาธาตุแก่นนคร วัดหนองแวง

พระมหาธาตุแก่นนคร ตั้งอยู่ในบริเวณ วัดหนองแวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เดิมวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ดั้งเดิมของขอนแก่น มีอายุมากว่า 200 ปี ขณะที่พระมหาธาตุแก่นนครนั้น เพิ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี มีความสวยงามอลังการมากๆ และบริเวณยอดพระธาตุนั้นก็จะจำลองแบบมาจากยอดพระธาตุพนมอีกทีนึงค่ะ

พระมหาธาตุแก่นนคร หรือ พระธาตุเก้าชั้น นี้ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูน มียอดเป็นทรงเจดีย์ บนยอดเจดีย์สามารถมองเห็นวิวของบึงแก่นนครและเมืองขอนแก่นได้แบบชัดๆ เลยค่ะ องค์พระธาตุแก่นนคร สูง 80 เมตร มีพระจุลธาตุ 4 องค์ ตั้งอยู่ 4 มุม และมีกำแพงแก้วพญานาค 7 เศียรล้อมรอบ เป็นศิลปะในสมัยทวาราวดี ผสมศิลปะแบบอินโดจีน ภายในองค์พระธาตุจะมีอยู่ 9 ชั้นด้วยกันค่ะ และด้านในก็จะปูพื้นด้วยหินอ่อนค่ะ

นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมภายใน พระมหาธาตุแก่นนคร ได้ทั้งหมด 9 ชั้นเลย โดยทุกชั้นจะมีความสวยงามและน่าสนใจแตกต่างกันไปค่ะ ชั้นบนสุดจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุค่ะ อย่างชั้นที่ 1 จะมีความน่าสนใจอยู่ตรงที่ มีลักษณะเป็นหอประชุม มีพระประธานประดิษฐานอยู่ 4 องค์ ซึ่งรอบๆ ก็จะมีการตกแต่งลวดลายต่างๆ ทั้งเสา บานประตู และหน้าต่าง ทั้งการแกะสลักเป็นนิทานเรื่องจำปาสี่ต้น โดยเฉพาะที่บานประตูใหญ่ ที่จะแกะสลักเป็นรูปแบบ 3 มิติ เลยทีเดียว

จัดว่าเป็นอีกหนึ่ง วัดสวย และ ศักดิ์สิทธิ์ของเมือง ขอนแก่น นี้เลย ถ้าใครได้แวะเวียนไปเที่ยวที่อีสาน ก็อย่าลืมไปกราบไหว้ สักการะขอพร พระมหาธาตุแก่นนคร กันนะคะ นอกจากจะได้ชมศิลปะสวยๆ ของวัดแล้ว วิวทิวทัศน์ด้านบนนี้ ก็สวยไม่น้อยเลยค่ะ บรรยากาศดี รับลมเย็นๆ ดีมากค่ะ ทำให้รู้สึกสงบไปได้สักพักเลยแหละค่ะ

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ อุทยานแห่งชาติภูเวียง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นศูนย์ศึกษาวิจัยและพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียงที่จัดตั้งขึ้นจากความร่วมมือของกรมทรัพยากรธรณี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ จังหวัดขอนแก่น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรณีวิทยา ธรรมชาติวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ ที่ให้ความรู้แก่เยาวชนและผู้ที่สนใจ ที่สำคัญยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดขอนแก่นอีกด้วยค่ะ

ส่วนของโซนนิทรรศการออกเป็นทั้งหมด 5 โซนด้วยกัน โซนที่ 1 กำเนิดจักรวาล วิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต และเรื่องราวของไดโนเสาร์ทั่วโลก โซนนี้จะเล่าถึงเรื่องเกี่ยวกับการกำเนิดจักรวาล วัฏจักรการเกิดและสลายของหิน การกำเนิดสิ่งมีชีวิตต่างๆ และซากดึกดำบรรพ์ในมหายุคพาลีโอโซอิกค่ะ โซน 2 ไดโนเสาร์ในแหล่งเทือกเขาภูเวียง จะพบกับซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ชิ้นแรกในไทย และไดโนเสาร์ที่พบในไทย โดยเฉพาะที่พบในแหล่งขุดค้นภูเวียงนั้นมีกว่า 5 สายพันธุ์เลยทีเดียว โดนจะมีหุ่นจำลองไดโนเสาร์ตัวใหญ่ยักษ์ อยู่หลายตัวให้ชมกันค่ะ 

ส่วนต่อมา โซน 3 ห้องปฏิบัติการด้านซากดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ในจังหวัดขอนแก่น จะมีห้องปฏิบัติการของนักธรณีวิทยาให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันผ่านกระจกใส และเป็นมุมที่รวบรวมซากดึกดำบรรพ์ที่ขุดพบในจังหวัดขอนแก่น โดยเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์จำลอง จัดแสดงอยู่ในบริเวณเดียวกันอีกด้วยค่ะ

ต่อมาคือ โซน 4 สวนไดโนเสาร์ เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลย โดยจะจำลองบรรยากาศของป่าดึกดำบรรพ์โลกล้านปี และมีทางเดินเข้าไป โดยทางเดินสองข้างทางก็จะมีไดโนเสาร์ที่สำรวจพบที่ภูเวียง จำลองออกมาเป็นรูปร่างเหมือนจริงให้ได้ชมกัน ไม่ว่าจะเป็น ไดโนเสาร์กินเนื้อไทรันสยาม ไดโนเสาร์กินพืชภูเวียงโกซอรัสค่ะ

มาถึงโซนสุดท้าย โซนที่ 5 ยุคเทอร์เชียรี การใช้ประโยชน์หินแร่ และห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเป็นเรื่องราวในยุคเทอร์เชียรี ที่มีทั้งหินและแร่ในไทย อุปกรณ์สำรวจทางธรณีวิทยาต่างๆ ปิโตรเลียมและธรณีพิบัติภัย มาให้ความรู้และเตือนภัยในเรื่องของธรณีพิบัติภัยทุกประเภทอีกด้วยค่ะ และห้องเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ของพระองค์ท่านด้านธรณีวิทยาค่ะ

เป็นอีกพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมความรู้ในยุคโลกล้านปีไว้ได้จัดเต็มมากๆ เหมือนได้ไปเดินอยู่ในยุคไดโนเสาร์จริงๆ เลย และที่สำคัญเที่ยวได้ทั้งครอบครัว ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เพราะมีทั้งความรู้และความสนุกอยู่ด้วยกัน ใครแวะมาเที่ยว ขอนแก่น ก็อย่าลืมมาเยือนดินแดนไดโนเสาร์แห่งนี้กันนะคะ

✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯

5. จังหวัดหนองคาย (𝓝𝓸𝓷𝓰 𝓚𝓱𝓪𝓲)

เมืองชายแดนริมโขงที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและธรรมชาติสวยงาม
นักท่องเที่ยวสามารถชม สะพานมิตรภาพไทย–ลาว, วัดโพธิ์ชัย, ศาลาแก้วกู่, หาดจอมมณี, วัดผาตากเสื้อ, วังหนองบัวแดง, ภูห้วยอีสันน้ำตกธารทอง   และร่วมงาน บั้งไฟพญานาค ในช่วงออกพรรษา

🌕 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: แม่น้ำโขง / งานประเพณี / วัดศักดิ์สิทธิ์ / เมืองชายแดน

สะพานมิตรภาพไทย–ลาว

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 อยู่ริมแม่น้ำโขง เป็นสะพานที่สร้างขึ้นจากความร่วมมือของประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศออสเตรเลีย เพื่อกระชับความแน่นแฟ้นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวโดยเชื่อมระหว่างอำเภอเมืองหนองคายของไทยข้ามแม่น้ำโขงไปยังเมืองท่าเดื่อ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชนลาว และห่างจากเมืองท่าเดื่อเพียง 2 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของนครเวียงจันทน์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชนลาว เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดสะพานแห่งนี้ หลังเสร็จพระราชพิธี ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับแรม ณ หอคำ พระบรมมหาราชวังของเจ้ามหาชีวิต หรือกษัตริย์ลาวในอดีต เป็นเวลา 1 คืน ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับฝั่งไทย สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 มีความยาว 1,174 เมตร กว้าง 12.7 เมตร มีช่องสำหรับเดินรถ 2 ช่องทาง ตรงกลางสะพานเป็นเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อไปยังสถานีรถไฟท่านาแล้ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นับเป็นเส้นทางสำคัญที่ช่วยให้การเดินทางข้ามไปมาระหว่างสองประเทศมีความสะดวกและรวดเร็ว ทั้งยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ลาว ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในการเดินนั้นนักท่องเที่ยวสามารถเดินชมความสวยงามสะพานมิตรภาพไทย ลาว ได้ถึงกลางสะพาน แต่ถ้าหากต้องการข้ามแดนไป เที่ยว ยังฝั่งลาว สามารถเดินทางด้วยตัวเอง หรือสามารถติดต่อบริษัทนำเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยด่าน ทางข้ามไปเที่ยวยังฝั่งประเทศลาวนั้นจะเปิดทำกาทุกวันในเวลา 06.00-22.00 น. สำหรับในการนำรถยนต์ออก-เข้าประเทศนั้นจะต้องทำเอกสารนำรถออกและเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด สามารถติดต่อบริษัททัวร์ในหนองคาย ดำเนินการให้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ด่านศุลกากรจังหวัด โทร. 0 4241 1518, 0 4242 1468-9 โทรสาร 0 4241 2654 หรือสามารถเลือกเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางได้โดยมีอัตราค่าโดยสารเที่ยวละ 55 บาทต่อคน ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 0 4224 7950-2 การเดินทาง จากอำเภอเมืองหนองคาย ใช้ทางเลียบแม่น้ำโขง (หนองคาย-ท่าบ่อ) ระยะทาง 3 กิโลเมตร ถึงจุดชมสะพานมิตรภาพไทยลาว (ตรงข้ามแขวงทางหลวงหนองคาย) ด้านซ้ายมือ เปิดเวลา 06.00-18.00 น.

วัดโพธิ์ชัย

วัดโพธิ์ชัย เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญประจำจังหวัดหนองคายค่ะ เป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อพระใสอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งชาวหนองคายและจังหวัดใกล้เคียง ต่างพากันเดินทางมาสักการะ เพราะเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่มีตำนานในประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับทั้งชาวไทยและชาวลาว และวัดโพธิ์ชัยยังเป็นวัดที่มีโบสถ์สวยงามอีกด้วย ใครไปเที่ยวหนองคาย ห้ามพลาดที่จะไปสักการะกันนะคะ

ศาลาแก้วกู่

ศาลาแก้วกู่ หรือวัดแขกเป็นเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่แปลกตา และสวยงามมากค่ะ เป็นลานที่มีรูปปั้นเรื่องราวทางศาสนาไว้มากมาย ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคาย 3 กิโลเมตร บอกเลยว่าใครเป็นสายอาร์ท ชื่นชอบในงานศิลปะ รักงานปั้นต่างๆ จะต้องชอบที่นี่แน่นอนค่ะ ปล.รูปปั้นเจ้าแม่นาคีเค้าก็มีที่นี่นะ ! ถ้าอยากรู้ต้องมาตามหากันแล้วล่ะค่า

หาดจอมมณี

บอกเลยว่าถึงแม้ภาคอีสานจะไม่มีทะเล แต่ที่จังหวัดหนองคายเค้ามี หาดจอมมณี หรือที่เรียกกันว่า พัทยาอีสาน นั่นเอง ที่นี่จะเป็นหาดทรายริมแม่น้ำโขง ใกล้กับสะพานมิตรภาพไทย – ลาว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนของชาวหนองคายค่ะ และเป็น Unseen ของจังหวัดหนองคายอีกด้วย เพราะที่หาดจอมมณีจะมีในช่วงหน้าแล้งเท่านั้นค่ะ ช่วงที่ดีที่สุดที่ควรไปเช็คอินหาดจอมมณีก็คือ เดือนเมษายนค่ะ

วัดผาตากเสื้อ

อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสุดฮิตของจังหวัดหนองคาย นั่นก็คือ วัดผาตากเสื้อ ค่ะ ซึ่งมีจุดชมวิวสกายวอร์คแห่งแรกในประเทศไทย ! ตั้งอยู่ในอำเภอสังคมนี่เองค่ะ เราสามารถไปชมวิวมุมสูงแบบ 180 องศาได้เลยทีเดียว มองไปจะเห็นแม่น้ำโขง สุดสายตา มีแต่สีเขียวสุดอุดมสมบูรณ์ แถมยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและตกด้วยค่ะ บอกเลยว่าสวยสุดๆ ห้ามพลาดไปเช็คอินเด็ดขาดค่า

วังหนองบัวแดง 

สำหรับใครที่อยากได้รูปสวยๆ ต้องมาที่นี่เลยค่ะ วังหนองบัวแดง เป็นหนองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่บนเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ เลยทีเดียว เต็มไปด้วยดอกบัวบานสีแดง ชมพูๆ จนกลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของหนองคายค่ะ คนรักการถ่ายภาพต้องเลิฟแน่ๆ แถมบรรยากาศก็ยังดีเยี่ยมอีกด้วย คุณจะได้ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ รับรองว่าสูดลมหายใจได้เต็มปอดแน่นอนค่า

ภูห้วยอีสัน 

อีกหนึ่งสถานที่ในจังหวัดหนองคายที่ไม่อยากให้พลาดเด็ดขาด ! ภูห้วยอีสัน เป็น Unseen ของจังหวัดหนองคายค่ะ จุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยงามมาก ยิ่งถ้าไปตอนพระอาทิตย์ขึ้นจะเห็นแสงสีทองของพระอาทิตย์พาดกับทะเลหมอก แบบพาโนรามา มองออกไปสุดสายตาเป็นพื้นที่สีเขียว อุดมสมบูรณ์มากค่ะ หลงเสน่ห์กับที่นี่ได้ไม่ยากเลยจริงๆ เรารับรองได้ว่าใครไปแล้วต้องประทับใจ จนอยากกลับไปอีก

น้ำตกธารทอง 

น้ำตกธารทอง เป็นน้ำตกขนาดเล็กๆ ที่เกิดจากลำห้วยไซงัว และไหลผ่านลำธาร ลานหิน ก่อนจะค่อยๆ ไหลลงมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นชั้นน้ำตกอย่างที่เห็นนั่นเองค่ะ โดยช่วงเวลาที่สวยที่สุดในการมาเที่ยวชมน้ำตกนั้น คือช่วงประมาณมิถุนายนไปจนถึงพฤศจิกายน เพราะเราจะได้เห็นสายน้ำตกไหลไปตามลำธารท่ามกลางป่าเขาเขียวขจี อีกทั้งยังมีอากาศเย็นสบายและร่มรื่นมากๆ อีกด้วยค่ะ

บั้งไฟพญานาค

บั้งไฟพญานาค ที่เรามักจะได้ชมกันทุกปีนั้น ส่วนใหญ่จะสามารถชมได้ริมแม่น้ำโขง ที่ อำเภอโพนพิสัย อำเภอรัตนวาปี อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย และ อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบึงโขงหลง อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ ค่ะ ซึ่งแต่ละปีนั้น จะมีให้เห็นบั้งไฟพญานาคได้ไม่เท่ากัน บางจุดจะได้เห็นบั้งไฟพญานาคเยอะ บางจุดมีน้อย แตกต่างกันไปค่ะ

Leave a Comment