🏙️ สถานที่ท่องเที่ยวภาคกลาง (𝓒𝓮𝓷𝓽𝓻𝓪𝓵 𝓣𝓱𝓪𝓲𝓵𝓪𝓷𝓭 𝓣𝓻𝓪𝓿𝓮𝓵 𝓓𝓮𝓼𝓽𝓲𝓷𝓪𝓽𝓲𝓸𝓷𝓼)
1. กรุงเทพมหานคร (𝓑𝓪𝓷𝓰𝓴𝓸𝓴)
เมืองหลวงของประเทศไทย เต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งวัฒนธรรม อาหาร และชีวิตเมือง
นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชม วัดพระแก้ว, พระบรมมหาราชวัง, เดินเล่นย่านเก่าอย่าง ถนนข้าวสาร หรือช้อปปิ้งที่ สยามพารากอน และ ไอคอนสยาม ได้อย่างเพลิดเพลิน
🌆 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: วัดวาอาราม / ช้อปปิ้ง / อาหารอร่อย / ชีวิตกลางคืน

วัดพระแก้ว
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว เป็นพระอารามหลวงที่สถาปนาขึ้น สำหรับประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ตลอดจนเป็นสถานที่สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ ตามโบราณราชประเพณี มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นพระอารามที่มีเฉพาะเขตพุทธาวาส จึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา เช่นเดียวกับวัดมหาธาตุในพระราชวังหลวงสมัยสุโขทัย และวัดพระศรีสรรเพชญในพระราชวังหลวงสมัยอยุธยา มีศาลาราย 12 ศาลา ด้านทิศใต้และทิศเหนือของพระอุโบสถ สำหรับสาธุชนนั่งฟังพระธรรมเทศนา หรือนักเรียนอ่านฉันท์โอ้เอ้วิหารรายในโอกาสสำคัญ
วัดพระแก้ว หรือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นวัดหลวงที่สำคัญในพระราชพิธีต่างๆ ที่สร้างขึ้นในพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ในปี พ.ศ.2325 สมัยรัชกาลที่ 1 ค่ะ โดยเป็นวัดในพระบรมมหาราชวังเช่นเดียวกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง
นอกจากนี้ ภายในวัดยังประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต ที่อัญเชิญมาจากอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ หรือ ประเทศลาวในอดีต นั่นเอง
ภายในวัดพระแก้ว มีสถานที่ต่างๆ ที่น่าสนใจ และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย แต่เราขอแนะนำ จุดสำคัญที่หากไปเที่ยววัดพระแก้วแล้วห้ามพลาดเลย ตามนี้ค่ะ
พระอุโบสถ ของวัดพระแก้ว มีกำแพงแก้วล้อมรอบ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม ประดับครุฑยุดนาคหล่อด้วยโลหะปิดทอง มีเสารายเทียนหล่อด้วยทองแดงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ผนังด้านในโดยรอบเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังต่างๆ เช่น เรื่องราวพุทธประวัติ ภาพทศชาติชาดก ภาพเทพชุมนุมตามแบบที่สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยา ภาพกระบวนพยุหยาตราสถลมารค กระบวนพยุหยาตราชลมารค และอื่นๆ
ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญคือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต พระพุทธรูปพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระพุทธรูปที่รัชกาลที่ 3 ทรงสร้างอุทิศให้กับรัชกาลที่ 1 และ 2 ทรงเครื่องต้นพระจักรพรรดิราช พระสัมพุทธพรรณี
พระศรีรัตนเจดีย์ เจดีย์ทรงลังกา สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2398 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามแบบพระมหาเจดีย์ ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ ทรงอัญเชิญจากลังกา นั่นเองค่ะ
หอราชกรมานุสร และหอพงศานุสร ภายในประดิษฐาน พระพุทธรูปประจำรัชกาลต่างๆ ในสมัยอยุธยา และในสมัยรัตนโกสินทร์ ค่ะ มีลักษณะเป็นอาคารทรงไทย ภายในมีภาพจิตรกรรมของขรัวอินโขร่ง ซึ่งเป็นภาพพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ อีกทั้งที่นี่ยังเป็นสถานที่ในการถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา โดยจะตั้งเครื่องสักการบูชาพระพุทธรูป ในหอพระราชพงศานุสร
ปราสาทพระเทพบิดร เป็นอาคารจัตุรมุขทรงไทย ยกยอดปราสาทเป็นทรงปรางค์ ภายในประดิษฐาน พระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ในพระบรมราชจักรีวงศ์ทั้ง 5 พระองค์ (รัชกาลที่ 1-5) เดิมสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2398 ในสมัยรัชกาลที่ 4 และเปลี่ยนเป็น ปราสาทพระเทพบิดร ในสมัยรัชกาลที่ 6 ค่ะ
พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยแต่เดิมที่นี่เป็นโรงกษาปณ์ใช้ผลิตเงินตราเพื่อใช้ในประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2525 ในวาระการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระแก้ว ได้มีการเปลี่ยนแปลงโรงกษาปณ์แห่งนี้มาเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยภายในรวบรวมวัตถุสำคัญต่างๆ เช่น พระแท่นที่ประทับของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช รูปพระราชพิธีอินทราภิเษก พระแท่นมนังคศิลาบาตร เป็นต้น
นอกจากนี้ ภายในวัดพระแก้ว ยังมีศาสนสถาน รวมถึงกลุ่มอาคารต่างๆ ที่มีความสำคัญ สถาปัตยกรรมที่งดงาม และน่าสนใจมากมาย เรียกได้ว่า เป็นสมบัติชาติที่ทรงคุณค่า และยังเป็นแหล่งรวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์อีกด้วยค่ะ

พระบรมมหาราชวัง
พระบรมมหาราชวัง (อังกฤษ: Grand Palace) เป็นพระราชวังและศูนย์กลางการปกครองของประเทศไทย ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นเมืองหลวงใหม่ พระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี และยังเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา นับเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ
พระบรมมหาราชวังประกอบด้วยหมู่พระที่นั่ง อาคารและวังหลวงที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมไทยอย่างงดงาม ประณีตบรรจง พร้อมทั้งมีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ซึ่งเป็นพระอารามหลวงประจำพระบรมมหาราชวัง ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองไทย อาคารในพระบรมมหาราชวังมีการจัดวางอย่างเป็นระเบียบ โดยแยกพื้นที่ส่วนพระราชฐานชั้นในสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์
พระบรมมหาราชวังไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์โดยตรงในปัจจุบัน แต่ยังคงเป็นสถานที่สำคัญที่ใช้ประกอบพระราชพิธีและรับรองพระราชอาคันตุกะชั้นสูง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญซึ่งสะท้อนถึงความมีเอกลักษณ์และความงดงามทางสถาปัตยกรรม พร้อมทั้งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและศรัทธาของชาติไทย นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวไทยและชาวโลกควรอนุรักษ์สืบไป

ถนนข้าวสาร
ถนนข้าวสาร เป็นย่านท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงเทพฯ ที่รู้จักกันดีในฐานะศูนย์รวมนักท่องเที่ยว มีร้านค้า ร้านอาหาร ผับ บาร์ และสถานบันเทิงหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีที่พัก โฮสเทล ร้านแลกเงิน และร้านนวดแผนไทย เป็นแหล่งรวมทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ รวมถึงสตรีทฟู้ดหลากหลายชนิด ในช่วงเย็นจะมีการปิดถนนให้เป็นถนนคนเดิน ซึ่งมีทั้งร้านค้า การแสดง และกิจกรรมทางวัฒนธรรม
✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯
2. พระนครศรีอยุธยา (𝓐𝔂𝓾𝓽𝓽𝓱𝓪𝔂𝓪)
อดีตราชธานีที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์และมรดกโลกทางวัฒนธรรม
นักท่องเที่ยวสามารถปั่นจักรยานชม วัดมหาธาตุ, วัดไชยวัฒนาราม, และ วัดพระศรีสรรเพชญ์
รวมถึงล่องเรือชมรอบเกาะเมืองและลองชิม กุ้งแม่น้ำเผา ขึ้นชื่อของอยุธยา
🏯 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: โบราณสถาน / ประวัติศาสตร์ / อาหารพื้นเมือง

วัดมหาธาตุ
วัดมหาธาตุ อยุธยา ที่ตั้งอยู่เชิงสะพานป่าถ่านทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์และยังมีสิ่งที่โดดเด่นของที่นี้ก็คือ เศียรพระพุธรูปกว่าร้อยปีในรากไม้โดยที่เศียรพระพุทธรูปเป็นพุทธรูปหินทรายเหลือแค่ส่วนเศียร แต่ส่วนขององค์พระนั้นได้หายไปแล้ววางอยู่ในรากโพธิ์ข้างวิหารถือได้ว่าเป็นความงดงามจนทำให้ใคร ๆ ก็อยากที่จะมาเห็นจนทำให้วัดนี้กลายเป็นวัดที่มีชื่อเสียงร่ำลือและโด่งดังไปทั้งในและต่างประเทศ
วัดมหาธาตุ อยุธยา มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น พระปรางค์ขนาดใหญ่โดยที่ฐานของพระปรางค์มีรูปของหมี หงส์ ราชสีห์ นกยูง โค สุนัขป่า กระบือ มังกรเรียงกันอยู่รอบ ๆ นั่นหมายถึงว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ มีเจดีย์แปดเหลี่ยม วิหารที่ฐานชุกชี วิหารเล็ก พระปรางค์ขนาดกลางและ ตำหนักพระสังฆราช

วัดไชยวัฒนาราม
วัดไชยวัฒนาราม หรือ วัดชัยวัฒนาราม
เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทางฝั่งตะวันตกนอกเกาะเมือง
วัดไชยวัฒนาราม เป็นวัดสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง พ.ศ. 2173 โดยเดิมบริเวณที่ตั้งของวัดแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของพระราชมารดาที่ได้สิ้นพระชนม์ไปก่อนที่พระเจ้าปราสาททองได้เสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์
เมื่อพระองค์ได้เสวยราชสมบัติ พระองค์จึงได้สร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นเพื่ออุทิศผลบุญนี้ให้กับพระราชมารดาของพระองค์ และอีกประการหนึ่งวัดนี้อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหนือเขมรด้วย จึงทำให้มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมส่วนหนึ่งมาจากปราสาทนครวัด

วัดพระศรีสรรเพชญ์
วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นหนึ่งในวัดสำคัญของ อยุธยา ที่อยู่ในพระราชวังหลวงเทียบได้เหมือนกับ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ของ กรุงเทพฯ หรือ วัดมหาธาตุ ใน กรุงสุโขทัย เลยค่ะ ซึ่งจะไม่มีพระสงฆ์จำวัดและใช้เป็นสถานที่ในการประกอบพระราชพิธีสำคัญต่างๆ มากมายค่ะ รวมไปถึงพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในปีละ 2 ครั้ง อีกด้วย
และยังเป็นสถานที่ในการเก็บพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์อยุธยาเกือบทุกพระองค์อีกด้วยค่ะ ซึ่งวัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2035 โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จุดไฮไลท์ของ วัดพระศรีสรรเพชญ์ จะอยู่ที่ เจดีย์ทรงลังกาสามองค์ ที่ตั้งสวยสง่าเรียงรายอยู่ภายในวัดนั่นเองค่ะ ถือว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญของไทยที่มีเสน่ห์อย่างมากเลยทีเดียวค่ะ
เมื่อเดินเข้าสู่ภายในวัด เราก็จะเห็นโบราณสถานที่งดงาม พระพุทธรูปเก่าแก่ รวมทั้งสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ถึงแม้ว่าจะทรุดโทรมไปบ้าง ตามกาลเวลาแล้ว แต่ก็ยังคงเหลือร่องรอยความสวยงามอลังการของสถาปัตยกรรมนี้ เอาไว้อยู่ค่ะ ทำให้นึกเลยว่า ถ้าได้มาเห็นตอนที่สมบูรณ์กว่านี้ คงจะดีงามไม่น้อยเลยค่ะ
ใครที่อยากมาถ่ายรูปสวยๆ กันที่ วัดพระศรีสรรเพชญ์ แห่งนี้ เตรียมชุดไทยของคุณให้พร้อมแล้วมาถ่ายเลยค่ะ แนะนำว่าให้มาแต่เช้าเลยค่ะ แดดเช้านี่แหละค่ะ ดีเสมอ ไม่ร้อนเกินไปและแสงก็กำลังสวยเลยค่ะ
✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯
3. นครปฐม (𝓝𝓪𝓴𝓱𝓸𝓷 𝓟𝓪𝓽𝓱𝓸𝓶)
จังหวัดที่ใกล้กรุงเทพฯ และเดินทางสะดวก มีจุดเด่นคือ องค์พระปฐมเจดีย์ เจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ยังมีสถานที่พักผ่อนสไตล์ธรรมชาติ เช่น ซีนิคอลเวิลด์, ตลาดน้ำดอนหวาย, และคาเฟ่ริมน้ำมากมาย
🌼 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ / ตลาดน้ำ / คาเฟ่ธรรมชาติ

องค์พระปฐมเจดีย์
พระปฐมเจดีย์ จะตั้งอยู่ภายใน วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร ตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เป็นหนึ่งในปูชนียสถานสำคัญของประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนครปฐมค่ะ มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่ในแผ่นดินสุวรรณภูมิ และที่สำคัญคือเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระโคตมพุทธเจ้าอีกด้วยค่ะ
โดยลักษณะของเจดีย์นั้น จะเป็น พระเจดีย์องค์ขนาดใหญ่ รูประฆังคว่ำ ปากผายใหญ่ โครงสร้างด้านในจะเป็นไม้ซุงรัดด้วยโซ่เส้นใหญ่ก่อนจะก่ออิฐถือปูนทับ ตกแต่งและประดับด้วยกระเบื้องปูทับ มีวิหารทั้ง 4 ทิศ และกำแพงแก้วอีก 2 ชั้นค่ะ เป็นพระเจดีย์ทรงลังกาในแบบสุโขทัยค่ะ
ถือได้ว่า องค์พระปฐมเจดีย์ แห่งนี้ เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6 ค่ะ และในทุกๆ ปีทางวัดก็จะจัด งานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ ในวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 12 ถึง วันแรม 5 ค่ำ เดือน 12 รวมเป็นเวลากว่า 9 วัน 9 คืน เลย ที่จะเปิดให้ประชาชนได้มากราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมชมความงดงามขององค์พระปฐมเจดีย์นี้กันได้ทั้งวันทั้งคืนอีกด้วยค่ะ

ตลาดน้ำดอนหวาย
ตลาดน้ำดอนหวาย ตั้งอยู่ใน วัดดอนหวาย ค่ะ ที่ ตำบลบางกระทึก อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นตลาดชื่อดังประจำจังหวัด และมีความเป็นมายาวนานเก่าแก่มากๆ ตั้งแต่ในอดีตสมัยรัชกาลที่ 6 มาจนถึงปัจจุบันนี้เลยทีเดียว ทำให้บ้านเรือนบางหลังในบริเวณตลาดนั้นจะยังคงเป็นบ้านไม้เก่า ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำท่าจีน ที่หาดูได้ยากเต็มทีในสมัยนี้ ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสุดคลาสสิค ที่นิยมมาเดินเที่ยวถ่ายรูปบรรยากาศของตลาดที่ยังคงอดีคในเราได้เห็นกัน
รวมถึงเป็นแหล่งรวมของอร่อย ของกินขึ้นชื่อ สำหรับสายกิน สายช้อป โดยเฉพาะ เราจะได้เจอกับอาหารท้องถิ่นต่างๆ มากมาย ขนมโบราณ ที่หาชิมได้ยาก หรือจะเดินเล่นชมวิวแม่น้ำ ให้อาหารปลา ก็บรรยากาศดีมากๆ ค่ะ อีกทั้งยังเป็นได้แวะทำบุญที่ วัดดอนหวาย ได้อีกด้วย
บรรยากาศรอบๆ ของ ตลาดน้ำดอนหวาย นั้น ค่อนข้างร่มรื่นมากๆ ค่ะ เราสามารถเดินผ่านวัดเข้าไปที่ด้านใน ก็จะเจอกับตลาดที่ตั้งติดริมแม่น้ำ สามารถจอดรถไว้ที่ด้านหน้าของวัดได้เลย มีที่จอดรถบริการค่ะ
ภายในตลาด ทำให้เราหวนนึกถึงวัยเด็กเมื่อสัก 20 ปี ที่แล้ว ที่ได้ไปเดินเที่ยวจูงมือซื้อของในตลาดกับคุณแม่ ร้านรวงต่างๆ ตั้งเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ พ่อค้าแม่ค้าขายของอย่างขะมักเขม้น เราจะได้ยินเสียงเรียกลูกค้า เสียงพูดคุยซื้อขาย สอบถามราคา เสียงหัวเราะกันอยู่เนืองๆ เป็นเหมือนได้แวะมาเจอเพื่อน มาเจอญาติ ด้วยมิตรไมตรี ทำให้เราอดยิ้มออกมาไม่ได้เลยค่ะ เพราะบรรยากาศแบบนี้หาไม่ได้จากในกรุงสักเท่าไหร่ ต่างจากซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เราหาซื้อของกันในทุกวัน
✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯
4. กาญจนบุรี (𝓚𝓪𝓷𝓬𝓱𝓪𝓷𝓪𝓫𝓾𝓻𝓲)
เมืองแห่งธรรมชาติและประวัติศาสตร์ มีสถานที่สำคัญคือ สะพานข้ามแม่น้ำแคว, อุทยานแห่งชาติเอราวัณ, และ น้ำตกไทรโยค
เหมาะสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศภูเขา แม่น้ำ และกิจกรรมกลางแจ้ง
🌄 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: ธรรมชาติ / น้ำตก / ประวัติศาสตร์สงครามโลก

สะพานข้ามแม่น้ำแคว
สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ที่สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2 โดยหยาดเหงื่อแรงงาน รวมทั้งชีวิตของเชลยศึกพันธมิตรนับหมื่นคน เพื่อให้ได้มาซึ่งทางรถไฟที่มีความยาวถึง 415 กิโลเมตร เริ่มต้นจากสถานีชุมทางหนองปลาดุก จังหวัดราชบุรี ไปสู่ปลายทางที่เมืองทันบูซายัค ประเทศเมียนมา สำหรับใช้ลำเลียงอาวุธ และกำลังพลของญี่ปุ่น เพื่อไปโจมตีเมียนมาและอินเดีย
เนื่องจากบริเวณนี้มีฐานดินชั้นล่างที่หนาแน่นที่สุด นายทหารช่างชาวญี่ปุ่นจึงเลือกสร้างสะพานบริเวณนี้ ซึ่งการสร้างก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เชลยศึกจำนวนมากเสียชีวิตลงเพราะโรคภัย ขาดสารอาหาร และถูกทารุณอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะโตรกผาบริเวณถ้ำกระแซ ซึ่งเป็นทางโค้งเลียบหน้าผา อีกด้านหนึ่งเป็นแม่น้ำเชี่ยวกราก เต็มไปด้วยไข้ป่า สัตว์ร้ายอีกนานาชนิด มีการเปรียบเทียบกันว่า “หนึ่งไม้หมอนของทางรถไฟสายมรณะ เทียบเท่ากับชีวิตหนึ่งชีวิตเลยทีเดียว”
สะพานข้ามแม่น้ำแคว ในปัจจุบันนี้ ได้รับการปรับปรุง และซ่อมแซมโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย แทนที่ของเดิมที่ถูกทหารฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีทางอากาศนับ 10 ครั้งระหว่างสงคราม และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองกาญจนบุรีค่ะ
ไฮไลท์ในการมาเที่ยวที่นี่ก็คือ การได้มาเดินบนรางรถไฟบนสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งมีระยะทาง 300 เมตรค่ะ เป็นจุดถ่ายรูป และเป็นจุดชมวิวแม่น้ำแควอีกด้วยค่ะ ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยอนุญาตให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินบนรางรถไฟ แต่ต้องระวังสัญญาณรถไฟผ่านมาค่ะ เพราะที่นี่ยังมีรถไฟสัญจรเป็นปกติทุกวัน
และในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคมของทุกปี ยังมีงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมอีกด้วยค่ะ

อุทยานแห่งชาติเอราวัณ
อุทยานแห่งชาติเอราวัณ มีพื้นที่อยู่ใน ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี โดยลักษณะจะเป็นพื้นที่ภูเขาสูงชัน อยู่ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 165-996 เมตร สลับกับพื้นที่ราบ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะเป็นเทือกเขาหินปูน ตั้งอยู่ในแถบตะวันออกและตะวันตก โดยเฉพาะบริเวณใกล้น้ำตกเอราวัณจะมีลักษณะเป็นหน้าผาค่ะ
ส่วนบริเวณตอนกลางนั้น จะเป็นแนวเขาทอดยาวในแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ และมีเทือกเขาที่สำคัญคือ เขาหนองพุก เขาปลายดินสอ เขาหมอเฒ่า เขาช่องปูน เขาพุรางริน และเขาเกราะแกระ ซึ่งเป็นยอดเขาสูงสุดประมาณ 996 เมตร โดยเทือกเขานี้เป็นต้นกำเนิดของลำห้วยที่สำคัญหลายสายด้วยกันค่ะ
ไม่ว่าจะเป็น ห้วยม่องไล่ และห้วยอมตะลา ซึ่งไหลมาบรรจบกันกลายมาเป็น น้ำตกเอราวัณ นั่นเอง รวมไปถึงทางตอนเหนือของพื้นที่ก็มี ห้วยสะแดะและห้วยหนองกบ ซึ่งห้วยสะแดะนั้นจะระบายน้ำลงสู่เขื่อนศรีนครินทร์ค่ะ ส่วนห้วยหนองกบไหลไปรวมกับห้วยไทรโยคเกิดเป็นน้ำตกไทรโยค ส่วนด้านตะวันตกและด้านใต้นั้น ก็มี ห้วยทับศิลา ห้วยเขาพัง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกไทรโยคน้อยค่ะ
และสภาพภูมิอากาศของ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูฝน ช่วงพฤษภาคม-ตุลาคม ฤดูหนาว เดือนพฤศจิกายน-มกราคม และฤดูร้อน เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ซึ่งเราสามารถไปเที่ยวชมได้ทุกฤดูเลยค่ะ ซึ่งนอกจากที่นี่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว ทางอุทยานฯ ก็เคยได้รับรางวัลยอดเยี่ยมประเภทแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ภาคกลาง จากการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 6 ประจำปีพ.ศ. 2549 ด้วยค่ะ
ถ้าพูดถึงไฮไลท์ของ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ก็คงหนีไม่พ้น น้ำตกเอราวัณ ที่มีขนาดใหญ่และสวยงามมาก ไหลผ่านลงมาจากยอดเขาและผาสูงกว่า 2,100 เมตร เกิดเป็นน้ำตกที่มีระยะทางยาวถึง 1,500 เมตร และแบ่งได้เป็น 7 ชั้นด้วยกันค่ะ นอกจากนี้ก็มี ถ้ำพระธาตุ ถ้ำวังบาดาล รวมถึงยังสามารถชมพรรณไม้ ดูนก ดูผีเสื้องามๆ กันได้ด้วยค่ะ

น้ำตกไทรโยค
น้ำตกไทรโยคน้อย หรืออีกชื่อเรียกคือ น้ำตกเขาพัง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งของกาญจนบุรีเลยค่ะ โดยบริเวณรอบๆ น้ำตกก็จะมีธรรมชาติที่สวยงามและร่มรื่น โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่จะมีน้ำมาก ทำให้เล่นน้ำฟินๆ ชุ่มฉ่ำสุดๆ ไปเลยค่ะ
ที่น้ำตกแห่งนี้เป็น ที่เที่ยวธรรมชาติ น้ำตกยอดฮิตของใครๆ หลายคนเลย ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้ว ก็คงเป็นแอ่งน้ำตกที่เล่นน้ำสนุก ไม่ต้องกลัวอันตราย เพราะไม่ลึกมากจนเกินไป ทำให้เป็นบริเวณนี้ที่เหมาะสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่เลยค่ะ อีกทั้งยังมีบริการเช่าห่วงยางและร้านค้า ร้านอาหารตั้งเรียงรายไว้คอยให้บริการอย่างครบครันเลยค่ะ
ในเรื่องของการเดินทาง ก็ยิ่งเข้าถึงง่ายสุดๆ เพราะอยู่ติดริมถนนหลักเลย เดินทางสะดวกมากๆ เหมาะสำหรับเป็นจุดแวะพักเล่นน้ำชิลๆ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังที่อื่นๆ เลยค่ะ ที่สำคัญคืออยู่ใกล้เมืองมากที่สุด ขับรถมาแค่ 60 กิโลเมตรเท่านั้นค่ะ ใครที่ยังไม่เคยมาและอยากจะลองแวะมาในวันหยุดนี้ ก็ปักหมุดตามเรามาได้เลยค่ะ
✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯
5. สระบุรี (𝓢𝓪𝓻𝓪𝓫𝓾𝓻𝓲)
จังหวัดแห่งเส้นทางธรรมชาติและศรัทธา มีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร, ฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์ค, และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
ในฤดูท่องเที่ยวสามารถชมทุ่งทานตะวันเหลืองอร่ามที่งดงามมาก
🌻 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: วัดพระพุทธบาท / ฟาร์มโคนม / ทุ่งทานตะวัน / เขื่อนใหญ่

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร
วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร หรือ วัดพระพุทธบาท สระบุรี ตั้งอยู่ที่ ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ค่ะ เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2167 รัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ที่นี่มีปูชยสถานที่สำคัญคือ รอยพระพุทธบาท ประทับบนแผ่นหิน เหนือไหล่ เขาสุวรรณบรรพต หรือ เขาสัจจพันธคีรี ซึ่งมีความกว้าง 21 นิ้ว ยาว 60 นิ้ว ลึก 11 นิ้ว ค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม พระองค์ทรงเห็นว่าเป็น รอยพระบาทตามลักษณะ 108 ประการ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมณฑปชั่วคราวครอบรอยพระพุทธบาทไว้ นั่นเอง และต่อมาก็ได้มีการสร้างพระอุโบสถ และพระวิหารต่างๆ เพิ่มเติมขึ้นมานั่นเอง
ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาท เป็นประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา นับตั้งแต่แผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เกิดขึ้นสืบต่อกันมาหลังจากมีการค้นพบรอยพระพุทธบาทแล้ว
พระมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยามักจะเสด็จมานมัสการรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ทุกๆ ปี และโปรดให้มีงานมหรสพสมโภชน์อีกด้วย โดยงานประเพณีประจำปีจะจัดขึ้น 2 ช่วง คือ
- ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 – วันแรก 1 ค่ำ เดือน 3
- ช่วง วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 4 – วันแรก 1 ค่ำ เดือน 4
อีกทั้งมีความเชื่อกันว่า เมื่อใครได้มากราบนมัสการรอยพระพุทธบาทแล้ว เสมือนได้กราบนมัสการแทบเบื้องพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะได้รับกุศลอย่างยิ่ง
และสำหรับ ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาท สระบุรี 2568 ในปีนี้ จะจัดขึ้นในระหว่าง วันที่ 29 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2568 นี้ เพราะฉะนั้นสายบุญทั้งหลาย ต้องห้ามพลาด แวะไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทเพื่อความเป็นสิริมงคลกันค่ะ

ฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์ค
ฟาร์มโคนม ไทย-เดนมาร์ค เป็นฟาร์มเลี้ยงโคนม ที่มีการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่แรกๆ ของเมืองไทย
ฟาร์มโคนม ไทย-เดนมาร์ค แบ่งออกเป็น 2 โซน คือ โซนที่เป็นฟาร์ม กับโซนที่พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ตามประวัติแล้ว ที่นี่เปิดตั้งแต่ปีพ.ศ.2505 โดยการสนับสนุนของรัฐบาลเดนมาร์ค และมีการส่งคนมาดูแล โดยเมื่อ 16 มกราคม 2505 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช กับกษัตริย์ของประเทศเดนมาร์คในขณะนั้น ได้ร่วมพิธีเปิดอาคารฟาร์ม 1962 ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์สองกษัตริย์ในปัจจุบัน จากจุดเริ่มต้นที่เป็นความร่วมมือ ทางรัฐบาลเดนมาร์คได้ส่งคนมาดำเนินงาน จัดการ ตลอดจนช่วยให้ความรู้ วางระบบเพื่อให้กิจการฟาร์มโคนมดำเนินอยู่ได้ จนกระทั่ง 9 ปีผ่านไป จึงได้มอบกิจการฟาร์มโคนม ไทย-เดนมาร์ค ให้รัฐบาลไทยเป็นผู้บริหารต่อ นั่นจึงเป็นที่มาว่า ทำไมกิจการโคนม ที่ขึ้นกับรัฐบาล จึงมีคำว่าเดนมาร์คต่อท้ายอยู่ด้วย
เริ่มต้นเลี้ยงโคนม เมื่อได้นมสดแล้วนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์นมกล่อง นมถุง มีสัญลักษณ์วัวแดง จากฟาร์มเลี้ยงโค มีเพิ่มโซนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่น่าสนใจ
ชมวิวทิวทัศน์ เนื่องจากฝั่งท่องเที่ยวก็เคยเป็นฟาร์มมาก่อน จึงมีพื้นที่กว้างขวาง ทั้งสนามหญ้าและต้นไม้ใหญ่มีความร่มรื่น อีกทั้งบ่อน้ำ ที่ทำศาลาให้นั่ง นักท่องเที่ยวสามารถไปนั่งชมวิว สูดอากาศดีๆ ได้
อาคารสำนักงานของที่นี่ เห็นชัดเจนแต่ไกลด้วยหลังคาสีแดงโดดเด่น มีจัดไม้ประดับ ประติมากรรมโคคู่แม่ลูก เหมือนแหล่งท่องเที่ยว และเป็นจุดจำหน่ายของที่ระลึก ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม นมสดทุกประเภท ไอศครีมนมสด
ให้อาหารปลา ชมสวนสัตว์ มีบ้างนิดหน่อย เพิ่มสีสันของสถานที่ และเพื่อให้เด็กๆ ได้มีอะไรเพลิดเพลิน
ผจญภัยหาตาน้ำผุด เป็นกิจกรรมสำหรับเด็กๆ อีกเช่นกัน
นั่งรถชมฟาร์ม การเดินให้ทั่วจะเหนื่อยและร้อน ที่นี่มีบริการรถชมฟาร์ม แต่จะเปิดเป็นรอบๆ
ร่วมเรียนรู้ ทำกิจกรรม แน่นอนว่าจะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับโคนม เช่น รีดนมวัวด้วยมือ เมื่อได้น้ำนมใส่ขวดเอาไปป้อนลูกวัวด้วยตัวเอง
ชมการแสดง มีการแสดงการจับวัวด้วยบ่วงบาศโดยนายโคบาล สาธิตการขี่ม้า มีการให้อาหารม้า แต่ถ้าใครอยากขี่ม้าก็ได้ เสียค่าบริการนิดหน่อย
แต่ถ้าอยากชมหรือร่วมกิจกรรมแบบครบวงจร จะร่วมกิจกรรม นั่งรถไฟ ดื่มนม ชมฟาร์ม ตามรอยเท้าพ่อ ที่มีค่าบริการแบบเหมา 249 บาท ไม่รวมค่ารถไฟ แล้วขึ้นรถไฟตามที่ทางฟาร์มกำหนดก็สะดวกดี แต่ควรติดต่อกับทางฟาร์มก่อนว่าจัดวันไหนบ้าง
ปัจจุบันการท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งเรียนรู้ มีประสบการณ์จริงกำลังเป็นที่นิยม ใครชื่นชอบหรืออยากลองบ้าง ที่นี่น่าสนใจ

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ตั้งอยู่ใน ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นเขื่อนดินที่ไว้สำหรับเก็บกักน้ำที่ยาวที่สุดในไทยค่ะ สร้างขึ้นจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม โดยครอบคลุมพื้นที่ของ 2 จังหวัด นั่นคือ ลพบุรีและสระบุรี นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดลพบุรีอีกด้วยค่ะ
บริเวณเขื่อนจะมี สวนเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ริมอ่างเก็บน้ำ บรรยากาศจะมีลมพัดเย็นๆ อยู่ตลอดเวลา และมีต้นไม้ร่มรื่น จุดนี้จะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนชมวิวธรรมชาติ สูดอากาศบริสุทธิ์กัน ทั้งเอาเสื่อมาปูนั่งเล่นนอนเล่น หรือจะนั่งชิลรับประทานอาหาร ถ่ายรูปวิวสวยๆ ให้อาหารปลาในอ่างเก็บน้ำก็ชิลสุดๆ ไปเลยค่ะ
จุดท่องเที่ยวของบริเวณ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ นั้น จะมีทั้ง สถานีรถไฟเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่อยู่บริเวณทางเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ สามารถไปถ่ายรูปสวยๆ กันได้เลยค่ะ อาคารอเนกประสงค์ริมอ่างเก็บน้ำ ที่จะมีสถานที่ปล่อยปลาและจุดนั่งชมวิวริมอ่างเก็บน้ำชิลๆ หอคอยเฉลิมพระเกียรติ พิพิธภัณฑ์ฯ ของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และ สันเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มีบริการรถรางนำเที่ยวชมวิวบริเวณสันเขื่อนฯ ที่มีความยาวกว่า 9,720 เมตรนั่นเองค่ะ
ดยรถรางของที่นี่ จะมีบริการตั้งแต่ 08.00-16.30 น. ค่าบัตรโดยสารอยู่ที่ 25 บาท (เด็ก 10 บาท) ซึ่งจะเป็นรถรางที่ใช้รถไถลากไปแบบเรื่อยๆ ตามสันเขื่อนที่ผ่านจากเขต จังหวัดลพบุรี ไปจนถึง อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรีเลย เรียกได้ว่านั่งรับลม ชมวิวของเขื่อนกันได้แบบเต็มอิ่มเลยค่ะ ระหว่างทางนั้น รถรางจะวิ่งไปจนถึงจุดพักบริเวณพระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่ คือ พระพุทธรัตนมณีมหาบพิตรชลสิทธิ์มงคลชัย หรือ หลวงปู่ป่าสัก ที่จะให้นักท่องเที่ยวแวะลงไปกราบสักการะและถ่ายรูปกันค่ะ
นอกจากนี้บริเวณจุดพักยังมีร้านค้าขายของขึ้นชื่ออย่าง เมล็ดทานตะวัน ทั้งแบบอบน้ำผึ้ง อบเกลือ ให้ได้แวะซื้อไปกินเพลินๆ ระหว่างชมวิวอีกด้วยค่ะ ใช้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมงในการนั่งชมวิวบนรถรางนี้ สำหรับทริปในวันเสาร์อาทิตย์แบบนี้ คงจะไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว เรียกว่าได้พักผ่อนปล่อยใจไปกับสายลมจริงๆ ใครกำลังหาที่เที่ยวในวันหยุดแบบนี้ แนะนำให้มาที่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เลยค่ะ