𝓝𝓸𝓻𝓽𝓱𝓮𝓻𝓷 🏕️

🏔️ สถานที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ (𝓝𝓸𝓻𝓽𝓱𝓮𝓻𝓷 𝓣𝓱𝓪𝓲𝓵𝓪𝓷𝓭 𝓣𝓻𝓪𝓿𝓮𝓵 𝓓𝓮𝓼𝓽𝓲𝓷𝓪𝓽𝓲𝓸𝓷𝓼)

1. เชียงใหม่ (𝓒𝓱𝓲𝓪𝓷𝓰 𝓜𝓪𝓲)

เมืองท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของภาคเหนือ เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมล้านนา
นักท่องเที่ยวสามารถชมวัดเก่าแก่ เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพ, เดินเที่ยว ถนนคนเดินท่าแพ, และสัมผัสอากาศเย็นบน ดอยอินทนนท์ — ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย

🌸 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: วัฒนธรรมล้านนา / วิวภูเขา / ตลาดกลางคืน

วัดพระธาตุดอยสุเทพ

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นพุทธศาสนสถานในประเทศไทย มีสถานะเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดสำคัญแห่งอาณาจักรล้านนา สร้างขึ้นใน พ.ศ. 1927 โดยพญากือนา เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากเมืองศรีสัชนาลัย

พระเจดีย์ของวัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นสถาปัตยกรรมทรงเชียงแสน ฐานสูง ย่อมุมระฆังทรงแปดเหลี่ยม และปกคลุมด้วยทองจังโกสองชั้น ซึ่งเป็นลักษณะศิลปะล้านนา องค์พระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ใต้ฐานตามประเพณีโบราณที่นิยมฝังพระบรมธาตุเพื่อเป็นเสาหลักของเมืองเชียงใหม่ นอกจากนี้วัดยังมีบันไดนาคหลวงยาว 306 ขั้น ที่สร้างขึ้นโดยพระมหาญาณมงคลโพธิ์ และถนนขึ้นวัดที่ครูบาศรีวิชัยสร้างขึ้น ทำให้การเดินทางขึ้นไปนมัสการเป็นไปได้สะดวกมากขึ้น

วัดพระธาตุดอยสุเทพมีความสำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรมสูง ประชาชนและนักท่องเที่ยวมักมาเคารพบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะในประเพณีเตียวขึ้นดอย ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีเพื่อสักการะพระธาตุ นับเป็นหนึ่งในพระธาตุประจำปีมะแมที่มีความศรัทธาและเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20

ถนนคนเดินท่าแพ

ถนนคนเดินท่าแพ นั้น เป็นถนนคนเดินชื่อดังที่ตั้งอยู่ใน ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยอยู่บนถนนท่าแพเลยค่ะ ทำให้เป็นที่มาของชื่อ ถนนคนเดินท่าแพ นั่นเอง แต่พื้นที่ในปัจจุบันจะตั้งอยู่ในคูเมือง บนถนนราชดำเนินที่เป็นถนนเส้นหลักค่ะ แต่จริงๆ จุดไฮไลท์ของถนนคนเดินนั้น จะมีประตูท่าแพเป็นไฮไลท์และจุดนัดพบนั่นเอง อีกทั้งยังเป็นลานเอาไว้จัดกิจกรรมในเทศกาลต่างๆ ที่สำคัญด้วย

ซึ่ง ถนนคนเดินท่าแพ นี้ จะเปิดขายกันเฉพาะในวันอาทิตย์เท่านั้นค่ะ เปิดตั้งแต่เย็นๆ 18.00 ไปจนถึง 22.00 น. เลยทีเดียว โดยพิกัดจะเริ่มจากประตูท่าแพ และยาวต่อออกไปที่ถนนราชดำเนิน จนถึงวัดพระสิงห์ค่ะ ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งในวันที่มีถนนคนเดิน บนถนนจะปิดห้ามรถวิ่งเข้าออกเลยค่ะ เลยทำให้เดินช้อปได้แบบชิลๆ นั่นเอง

ตลอดเส้นทางนั้น เราจะได้ช้อปชิลไปกับร้านค้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ของที่ระลึก ของกิน สินค้าแฮนเมดต่างๆ โดยที่ ถนนคนเดินท่าแพ นั้นจะต่างจากถนนคนเดินอื่นๆ เพราะค่อนข้างเน้น ความเป็นเมืองวัฒนธรรมมากที่สุด จะสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ที่พ่อค้าแม่ขายเลย เพราะจะนิยมแต่งชุดพื้นเมืองกันนั่นเองค่ะ

นอกจากของขายแล้ว สองข้างทางก็ยังมีโชว์ การแสดงต่างๆ ที่พากันมาเปิดหมวกให้นักท่องเที่ยวได้ชมกันอีกด้วยค่ะ เรียกได้ว่ามีความเพลิดเพลินทั้ง อาหาร ของขาย การแสดงต่างๆ รวมถึงยังมีบางวัดที่อยู่ติดถนนเปิดในช่วงเวลาที่มี ถนนคนเดินท่าแพ ด้วยนะ ทำให้เราได้เห็นแสงสวยๆ ของวัดงามๆ ในช่วงกลางคืนมากมายเลย ใครมาเที่ยว เชียงใหม่ บอกเลยว่าไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เดิมมีชื่อว่า “ดอยหลวง” หรือ “ดอยหลวงอ่างกา” ชื่อของ ดอยอินทนนท์ เป็นชื่อของกษัตริย์พระนามว่าพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ทรงเป็นผู้ที่ห่วงใยในป่าทางภาคเหนือ และพยายามรักษาไว้ ภายหลังเสด็จพิราลัย พระอัฐิส่วนหนึ่งได้เชิญไปประดิษฐาน ณ พระสถูปบนยอดดอยหลวง และเปลี่ยนชื่อเพื่อเป็นเกียรติ​

✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯

2. เชียงราย (𝓒𝓱𝓲𝓪𝓷𝓰 𝓡𝓪𝓲)

เมืองสงบที่รายล้อมด้วยขุนเขาและศิลปะอันงดงาม มีจุดท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง วัดร่องขุ่น, วัดร่องเสือเต้น, และ ไร่ชาฉุยฟง
เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบบรรยากาศเย็นสบายและการท่องเที่ยวเชิงศิลปะธรรมชาติ

🕊️ 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: วัดศิลปะขาว / ไร่ชา / ภูเขาและอากาศหนาว

วัดร่องขุ่น

วัดร่องขุ่น (Wat Rong Khun) ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ได้รับการบูรณะโดยอาจารย์เฉลิม ชัยโฆษิตพิพัฒน์ จิตรกรชาวเชียงราย ผู้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) จากวัดเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ในสภาพค่อนข้างเสื่อมโทรมนี้ได้กลายเป็นศาสนสถานที่สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมและงานศิลปะเต็มไปด้วยลวดลายอ่อนช้อยประณีตดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมวัดนี้อย่างคับคั่งตลอดปี อุโบสถของวัดร่องขุ่นมีสีขาวบริสุทธิ์สะอาดซึ่งได้กลายเป็นเอกลักษณ์เป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งพากันเรียกวัดร่องขุ่นว่าวัดขาว (Thailand White Temple) ประดับประดาด้วยช่อฟ้าใบระกาอย่างวิจิตรอลังการตามด้วยลวดลายอ่อนช้อยอื่น ๆ อีกมากมายเป็นเชิงชั้นลดหลั่นกันลงมาหน้าบันประดับด้วยพญานาคและติดกระจกระยิบระยับโดยความตั้งใจของผู้สร้างนั้นต้องการสื่อสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในพุทธศาสนาโดยสีขาวหมายถึงพระบริสุทธิคุณส่วนกระจกหมายถึงพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่ส่องแสงโชติช่วงชัชวาลนอกจากนี้ตัวพระอุโบสถยังสร้างอยู่บนเนินเตี้ยๆที่มีทะเลสาบใสสะอาดสะท้อนเงาอาคารได้อย่างชัดเจนและทางเดินเข้าอุโบสถที่เป็นสะพานทอดยาวนั้นก็หมายถึงการเดินข้ามวัฏสงสารมุ่งสู่พุทธภูมิส่วนบนของหลังคาได้นำหลักธรรมอันสำคัญยิ่งคือศีลสมาธิปัญญามาแสดงออกในรูปของสัตว์ในช่อฟ้าชั้นต่างๆและภายในอุโบสถยังมีภาพจิตกรรมฝาผนังรวมทั้งอาคารแสดงภาพวาดที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดเพื่อแสดงผลงานของอาจารย์เฉลิมชัยให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมอีกเช่นกัน ที่นี่เปิดให้ชมทุกวัน 06.30-18.00น. ห้องแสดงภาพเปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.30น. วันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดราชการเวลา 08.00-18.00น. สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0 5367 3579, ททท.สำนักงานเชียงรายโทร. 0 5371 7433 และศูนย์บริหารจัดการการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายโทร. 0 5371 5690 สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (Chiang Rai Attractions) วัดพระสิงห์โบสถ์มีความสวยงามและที่น่าสนใจคือที่หน้าโบสถ์ใหม่มีบานประตูไม้แกะสลักฝีมืออาจารย์ถวัลย์ดัชนีศิลปินแห่งชาติ วัดพระแก้ววัดคู่บ้านคู่เมืองของเมืองเชียงราย วัดพระธาตุดอยจอมทองเป็นที่ตั้งเสาสะดือเมือง 108 หลัก น้ำตกขุนกรณ์ ไร่สิงห์

วัดร่องเสือเต้น

เมื่อพูดถึงแลนด์มาร์คในจังหวัดเชียงราย ผู้คนส่วนใหญ่คงนึกถึงพิพิธภัณฑ์บ้านดำของอาจารย์ถวัลย์ หรือ วัดร่องขุ่นของอาจารย์เฉลิมชัย แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดสถาปัตยกรรมแห่งใหม่ที่โดดเด่นสะดุดตาคือวัดร่องเสือเต้น ตั้งอยู่หมู่บ้านร่องเสือเต้น ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย โดยตั้งอยู่ริมแม่น้ำกก ฝั่งด้านซ้ายทางทิศตะวันออกของเทศบาลนครเมืองเชียงราย ไม่ไกลจากตัวเมืองเชียงรายมากนัก ในอดีตสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดร้าง เมื่อ 80-100 ปีก่อน จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่เล่าว่า ในสมัยนั้นยังไม่มีบ้านเรือนและผู้คนอาศัยอยู่มากนัก สัตว์ป่าจึงมีจำนวนมากโดยเฉพาะเสือ ชาวบ้านที่ผ่านแถวนั้นมักชอบเห็นเสือกระโดดข้ามร่องน้ำไปมา จึงเรียกบริเวณนี้ต่อๆกันมาว่า “ร่องเสือเต้น” รวมทั้งได้เรียกหมู่บ้านใกล้เคียงบริเวณนี้ว่า “บ้านร่องเสือเต้น” อีกด้วย วัดร่องเสือเต้นถูกสร้างขึ้นเนื่องจากชาวบ้านร่องเสือเต้นไม่มีที่ทำบุญในหมู่บ้าน เวลาทำบุญในวันสำคัญต้องไปทำบุญที่วัดอื่น ทำให้คนในหมู่บ้านต่างกระจัดกระจายกันไป จึงได้ร่วมกันบูรณะวัดร้างแห่งนี้ เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านร่องเสือเต้น และเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาใน วันสำคัญ จึงสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นและให้ชื่อว่า “วัดร่องเสือเต้น” ความโดดเด่นของวันร่องเสือเต้นที่เห็นได้ชัดคือ วิหารวัดร่องเสือเต้น สร้างและออกแบบโดยศิลปินพื้นบ้านชาวเชียงราย นายพุทธา กาบแก้ว หรือที่คนรู้จัดในนาม สล่านก หลังจากที่จบการศึกษาใหม่ๆก็มีโอกาสได้มาเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ในการสร้างวัดร่องขุ่น จนได้ซึมซับศิลปะแนวพุทธศิลป์มาจากอาจารย์เฉลิมชัย เรียกว่า ศิษย์ก้นกุฏิเลยก็ว่าได้ การสร้างวิหารวัดร่องเสือเต้น สร้างขึ้นเมื่อ วันที่ 27 ตุลาคม 2548 โดยมีขนาดกว้าง 13 เมตร ยาว 48 เมตร สร้างเสร็จเมื่อ วันที่ 22 มกราคม 2559 ร่วมใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จถึง 11 ปี

 โทนสีที่ใช้เป็นโทนสีน้ำเงินฟ้าตัดกับสีทองเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับวิหาร โดยสีน้ำเงินฟ้าของตัววิหารนั้นแสดงถึงธรรมะขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้าที่ขจรขจายไปทั่วโลก ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่เป็นความจริงตามหลักเหตุและผล เปรียบเสมือนดังท้องฟ้าที่สดใส เป็นศิลปะแนวพุทธศิลป์ร่วมสมัยที่แฝงด้วยธรรมของพุทธองค์

 ส่วนพญานาคที่อยู่หน้าวิหาร สล่านก ได้รับอิทธิพลจากศิลปะของอาจารย์ ถวัลย์ ดัชนี ที่เน้นลักษณะโครงสร้างที่เข้มแข็ง เขี้ยวเล็บแหลมคมดูน่าเกรงขาม แต่มีความอ่อนช้อยในแบบล้านนา

ส่วนภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรัชมงคลบดีตรีโลกนาถ สีขาวมุกขนาดหน้าตักกว้าง 5 เมตร สูง 6.5 เมตร โดยมีพระรอดลำพูน จำนวน 88,000 องค์ และแก้วแหวนเงินทองหลายสิ่งถูกฝังอยู่ใต้พระพุทธรูปองค์นี้ รวมทั้งบริเวณพระเศียรก็ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก รวมทั้งยังได้รับพระราชทานนาม รัชมงคลบดีตรีโลกนาถ ทีหมายความว่า “พระพุทธเจ้าทรงเป็นมงคลเจ้าในความเป็นราชา เป็นที่พึ่งในสามโลก”

ไร่ชาฉุยฟง

ไร่ชาฉุยฟง ตั้งอยู่ที่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงรายค่ะ ที่นี่เป็นแหล่งปลูกชาชั้นดีของ บริษัท ฉุยฟงที จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตใบชารายใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงรายมากว่า 40 ปีแล้ว แน่นอนว่าใครอยากได้ชิมชาคุณภาพดีล่ะก็ต้องมาที่นี่เลยจ้า

กิจกรรมอีกอย่างที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบกันมากๆ ก็คือ การลงไปถ่ายรูปสวยๆ กับไร่ชาค่ะ นอกจากนี้ ถ้ามาตอนเช้าหน่อยๆ ก็จะได้เห็นคุณป้า คุณอา มาเก็บยอดอ่อนใบชาด้วยนะคะ

นอกจากไร่ชา ท่ามกลางภูเขา และท้องฟ้าสีครามแล้ว ที่นี่ยังมีคาเฟ่เล็กๆ ให้นักท่องเที่ยวได้อร่อยกับเค้ก พร้อมนั่งจิบชาชมวิวในบรรยากาศดีๆ อีกด้วยค่ะ 

คาเฟ่สวย ในไร่ชา  เมนูชามีมากมายให้เลือกแล้วแต่ความชอบ สำหรับวันนี้เลยลอง ชาน้ำผึ้งมะนาว และ ชาเขียวถั่วแดง คู่กับเครปเค้กชาเขียว ดูสักหน่อย ไฮไลท์ก็คือ ยอดใบชาที่ปักลงมาในทุกเมนูนี่แหละค่ะ แถมรสชาติยังดีใช้ได้เลยค่ะ ได้นั่งชมวิวจิบชา กินเค้กไปด้วยแบบนี้ ฟินสุดๆ ไปเลย คนที่อยากซื้อชากลับไปเป็นของฝากที่บ้านล่ะก็ สามารถเข้าไปดูได้ที่ร้านขายของที่ระลึกได้เลยค่ะ

โซนคาเฟ่นั่งชิล สำหรับที่นี่ จะมีทั้งหมด 3 ฝั่งด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาเยี่ยมชมนั่นเอง ฉะนั้น หายห่วงเรื่องที่นั่งไม่พอเลยจ้า ส่วนตัวแล้ว เราชื่นชอบ เมนู ชาเขียวมัทฉะปั่น ของที่นี่มากๆ ใครที่แวะมา ก็อย่าพลาดที่จะสั่งนะคะ มันดีงามมากจริง

 มาเดินกันที่ฝั่งมุมของฝากกันบ้าง มีใครเลือกซื้อกันเยอะแยะมากมาย ทั้งใบชาสด ที่มีกลิ่นให้เลือกมากมาย และ ขนมคบเคี้ยวต่างๆ เป็นต้น รวมไปถึง ใครที่กำลังลังเล ในการเลือกซื้อใบชา ที่นี่เขามีบริการให้ลองชิมกันก่อนได้ โดยจะมีพนักงานมาสาธิตการชง ให้ดูกันเลยค่ะ

✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯

3. แม่ฮ่องสอน (𝓜𝓪𝓮 𝓗𝓸𝓷𝓰 𝓢𝓸𝓷)

เมืองในหุบเขาที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ มีอากาศเย็นตลอดปี
นักท่องเที่ยวสามารถชมทะเลหมอกที่ ปาย, เที่ยว บ้านรักไทย หมู่บ้านจีนยูนนานกลางหุบเขา และพักผ่อนแบบสงบเงียบ

🌄 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼s: ทะเลหมอก / วิถีชนเผ่า / บ้านไม้กลางภูเขา

ปาย

ลำปายสายธาร นมัสการหลวงพ่ออุ่นเมือง ลือเลื่องกระเทียมพันธุ์ดี ป่าเขียวขจีรอบทิศ วิถีชีวิตสงบร่มเย็น

คำขวัญประจำอำเภอที่บอกเล่ามนต์เสน่ห์ของปายได้อย่างลึกซึ้ง โดยถ่ายทอดภาพของดินแดนกลางขุนเขาอันเขียวชอุ่ม ที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอันงดงามและวิถีชีวิตอันเรียบง่าย สะท้อนถึงเสน่ห์ที่รอให้ผู้มาเยือนได้สัมผัส ทั้งบ่อน้ำพุร้อน ถ้ำและน้ำตกที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าเขา ฟาร์มออร์แกนิก แคมป์ช้าง แหล่งประวัติศาสตร์ ศาสนสถาน รวมถึงชุมชนพหุวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยเรื่องราว

ปายจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบโลคัลและสโลว์ไลฟ์ พักกายและใจจากเมืองใหญ่ มาสัมผัสกับความโรแมนติกของธรรมชาติและวิถีชีวิตเรียบง่ายของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ซึ่งมีความน่ารัก อบอุ่น พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนแบบเป็นกันเอง ทำให้นักท่องเที่ยวตกหลุมรักทิวทัศน์และหลงใหลในเสน่ห์ของชุมชนแห่งนี้

ปาย เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนทางตอนเหนือของประเทศไทย ใกล้ชายแดนเมียนมาร์ ประมาณ 146 กม. ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเชียงใหม่ บนเส้นทางสายเหนือไปแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่บนแม่น้ำปาย เมืองนี้มีสถานะเป็นตำบลเทศบาลและครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลเวียงใต้ของอำเภอปาย ในปี พ.ศ. 2549 มีประชากร 2,284 คน

บ้านรักไทย

บ้านรักไทย เมืองเล็กๆ ในอ้อมกอดของขุนเขาและไร่ชาเขียวขจีที่แม่ฮ่องสอน ไม่เพียงแต่เป็นสวรรค์ของคนรักธรรมชาติ แต่ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากจะมาสัมผัสบรรยากาศอันเงียบสงบและอากาศบริสุทธิ์

บ้านรักไทย” ที่ตั้งตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ถ้าเคยได้ยินชื่อปางอุ๋ง ก็อยู่ไม่ไกลกัน เป็นหมู่บ้านชาวจีน ยูนาน ภายในหมู่บ้าน สิ่งก่อสร้างต่างๆ แบบจีนเกือบทั้งหมด บรรยากาศโดยรวมยังคงรักษาสภาพแบบดั่งเดิม ยกเว้นบริเวณรอบบึง ที่มี ที่พักเพิ่มมากขึ้น และเท่าที่ไปมาล่าสุด กำลังก่อสร้างที่พักไว้รองรับ นักท่องเที่ยวอีกหลายแห่งพอสมควร แต่ที่เป็นเสน่ห์ ของบ้านรักไทย ก็คือ ยังคงรักษาเอกลักษณ์ชุมชนชาวจีนไว้เช่นเดิม รวมทั้งอาหาร (ที่นั่นไม่มีน้ำปลา ใช้เกลือแทน แปลกดี ) 

✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯

4. ลำปาง (𝓛𝓪𝓶𝓹𝓪𝓷𝓰)

เมืองเก่าแก่ที่ยังคงกลิ่นอายของวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น การนั่งรถม้าชมเมืองเก่า และการเที่ยวชม วัดพระธาตุลำปางหลวง
นอกจากนี้ยังมี อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ที่ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำร้อนธรรมชาติและน้ำตกสวย

🐎 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: เมืองเก่า / รถม้า / บ่อน้ำร้อนธรรมชาติ

วัดพระธาตุลำปางหลวง

วัดพระธาตุลำปางหลวง ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง อยู่ห่างจากตัวเมืองลำปางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 18 กิโลเมตร วัดตั้งอยู่บนเนินสูง มีการจัดวางผังและส่วนประกอบของวัดสมบูรณ์แบบที่สุด มีสิ่งก่อสร้าง และสถาปัตยกรรมต่าง ๆ บริเวณพุทธาวาสประกอบด้วย องค์พระธาตุลำปางหลวง เป็นประธาน มีบันไดนาคนำขึ้นไปสู่ซุ้มประตูโขง ถัดซุ้มประตูโขงขึ้นไปเป็น วิหารหลวง บริเวณทิศเหนือขององค์พระธาตุมีวิหารบริวารตั้งอยู่คือ วิหารน้ำแต้ม และ วิหารต้นแก้ว ด้านตะวันตกขององค์พระธาตุประกอบด้วย วิหารละโว้ และ หอพระพุทธบาท ด้านใต้มี วิหารพระพุทธ และอุโบสถ ทั้งหมดนี้จะแวดล้อมด้วยแนวกำแพงแก้วทั้งสี่ด้าน นอกกำแพงแก้วด้านใต้มีประตูที่จะนำไปสู่เขตสังฆาวาส ซึ่งประกอบด้วยอาคาร หอพระไตรปิฎก กุฏิประดิษฐาน พระแก้วดอนเต้า อาคารพิพิธภัณฑ์และกุฏิสงฆ์

อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน

อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองปาน อำเภอแจ้ห่ม อำเภอวังเหนือ และอำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัด มีสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีสัตว์ป่านานาชนิด และมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตก แอ่งน้ำอุ่น บ่อน้ำร้อน ซึ่งสามารถเป็นหลักฐานหนึ่งที่แสดงว่าใต้พื้นโลกเรายังมีความร้อนระอุอยู่

✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯✯¸.•´¨*•✿ ✿•*¨`•.¸✯

5. น่าน (𝓝𝓪𝓷)

จังหวัดเล็ก ๆ ที่เงียบสงบและอบอุ่น เหมาะสำหรับคนที่ชอบเที่ยวเชิงธรรมชาติ
สถานที่ยอดนิยม ได้แก่ วัดภูมินทร์, อุทยานแห่งชาติดอยภูคา, และ เส้นทางปัว–บ่อเกลือ ที่เต็มไปด้วยวิวภูเขาสวยงาม

🍃 𝓗𝓲𝓰𝓱𝓵𝓲𝓰𝓱𝓽𝓼: เมืองสงบ / วิวภูเขา / วัฒนธรรมล้านนาแท้

วัดภูมินทร์

วัดภูมินทร์ กับกาลเวลากว่า 400 ปี ศรีเมืองน่าน
         หลังจากพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครเมืองน่าน องค์ที่ 40 และองค์ที่ 41 แห่งนครเมืองน่าน ขึ้นครองนครได้ 6 ปี ก็ได้สร้างวัดภูมินทร์ขึ้นในปี พ.ศ. 2139 ซึ่งตรงกับสมัยล้านนา รวมระยะเวลาจวบจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2563) ก็มีอายุมากถึง 424 ปีแล้ว โดยที่มาของชื่อวัดนั้นมีปรากฏหลักฐานในคัมภีร์เมืองเหนือ ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า “แต่เดิมวัดภูมินทร์มีชื่อว่า วัดพรหมมินทร์ ตามชื่อของเจ้าผู้ครองนคร แต่ก็ได้มีการเรียกชื่อเพี้ยนกันไปกลายเป็นวัดภูมินทร์ดั่งในปัจจุบัน”

สถาปัตยกรรมทรงคุณค่า สวยวิจิตร หนึ่งเดียวในไทย
         สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของวัดภูมินทร์ ก็คือ พระอุโบสถและพระวิหาร ซึ่งเป็นอาคารหลังเดียวกัน โดดเด่นในด้านสถาปัตยกรรม มีลักษณะเป็นรูปทรงจตุรมุข สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเป็นหลังแรกของประเทศไทย ทั้ง 4 ด้านมีประตูไม้แกะสลักลวดลายงดงามอ่อนช้อย โดยฝีมือของช่างล้านนาในสมัยนั้น โครงสร้างของหลังคาถูกค้ำด้วยเสาไม้สัก 12 ต้น ลงรักปิดทองเคลือบเงาเป็นรูปดอกไม้และช้างสวยวิจิตรตระการตา

บริเวณด้านหน้าประตูอุโบสถทางด้านทิศเหนือ มีรูปปั้นนาคขนาบข้างบันไดทั้ง 2 ฝั่ง ลำตัวทอดยาวไปรับกับตัวพระอุโบสถและพระวิหาร คล้ายเอาหลังหนุนไว้ คนโบราณจะกล่าวว่า นาคสะดุ้ง แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้บนกลางลำตัว ตามความเชื่อที่ว่า “เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระองค์ได้เสด็จผ่านบันไดแก้วที่เทวดาเนรมิตขึ้นและมีพญานาค 2 ตัวหนุนหลังเอาไว้”โดยส่วนกลางของบันไดนาคจะมีช่องทรงโค้งทั้ง 2 ด้าน ผู้เฒ่าผู้แก่จะบอกกันว่า หากคู่รักได้ลอดวนตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ จะสมหวังดังตั้งใจ และยังเชื่ออีกว่าหากคนต่างถิ่นมาลอดจะได้กลับไปเยือนเมืองน่านอีกครั้ง

ฮูบแต้ม เลื่องลือชื่อ กระซิบรักเมืองน่าน
       เมื่อเดินเข้าไปยังด้านในของพระอุโบสถ จะปรากฏภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังลายเส้นสวยงามทั้ง 4 ด้าน เป็นศิลปกรรมแบบไทลื้อ คนพื้นเมืองเรียกกันว่า ฮูบแต้ม ภาพวาดได้แสดงถึงเรื่องราวของพุทธชาดก ตำนานพื้นบ้าน และความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้ถูกวาดขึ้นช่วงการซ่อมแซมพระอุโบสถครั้งใหญ่ ในสมัยของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 62 และเป็นเจ้าผู้ครองนครเมืองน่าน องค์ที่ 12 แห่งราชวงศ์ติ๋นมหาวงศ์ หรือราว ๆ ปี พ.ศ. 2410-2417

อุทยานแห่งชาติดอยภูคา

ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 7 ประจำปี 2551 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติภาคเหนือ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

มีพื้นที่ทั้งหมด 1,065,000 ไร่ หรือ 1,704 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 8 อำเภอในจังหวัดน่าน คือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอท่าวังผา อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง อำเภอทุ่งช้าง อำเภอบ่อเกลือ อำเภอสันติสุข และอำเภอแม่จริม ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคาประกอบด้วยป่า 6 ประเภท ได้แก่ ป่าดงดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสนธรรมชาติ และทุ่งหญ้า เป็นแหล่งของพันธุ์ไม้หายากใกล้สูญพันธุ์และพรรณไม้เฉพาะถิ่น ได้แก่ ต้นชมพูภูคา (Bretschneidera sinensis Hemsl) ซึ่งเป็นพืชหายากในประเทศไทยพบเพียงแห่งเดียวที่ป่าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงถึง 25 เมตร ออกดอกเดือนมกราคมถึงช่วงต้นมีนาคม ในเขตป่าดิบเป็นแหล่งกำเนิดต้นเต่าร้างยักษ์ พรรณไม้เฉพาะถิ่นของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เป็นปาล์มดึกดำบรรพ์ เมเปิลใบห้าแฉก ต่างจากเมเปิลที่อื่นซึ่งมีสามแฉก และกระโถนพระฤๅษี เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งนกเฉพาะถิ่นที่หายาก คือ นกมุ่นรกตาแดง นกพญาไฟใหญ่ และนกพงใหญ่พันธุ์อินเดีย เทือกเขาดอยภูคาประกอบด้วยแนวภูเขาสูงสลับซับซ้อน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของปลายเทือกเขาหิมาลัย โดยมียอดภูคาเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดน่าน สูงถึง 1,980 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง ดอยภูคาเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว และลำน้ำว้า บริเวณนี้เดิมเคยเป็นทะเลมาก่อน ก่อนจะเกิดการเคลื่อนตัวของแผ่นดินสองผืนใต้ทะเลเลื่อนเข้าหากัน ทำให้แผ่นดินโก่งตัวขึ้น น้ำทะเลใต้ดินระเหยไป เหลือเพียงสินแร่เกลือ ดังที่พบในอำเภอบ่อเกลือ และการค้นพบสุสานหอยทะเล อายุประมาณ 200 ล้านปี บนดอยภูแวที่บ้านค้างฮ่อ ตำบลสะกาด อำเภอปัว มีลักษณะเป็นหอยแครงสองฝา ดร.จงพันธ์ จงลักษณ์มณี นักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี สรุปว่าเป็นซากหอยที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paleocardita sp. อายุ 195-205 ล้านปี จัดอยู่ในยุคไทรแอสซิกตอนปลาย สถานที่ที่น่าสนใจในอุทยานฯ ได้แก่ – จุดชมต้นชมพูภูคา ดอยภูคานับเป็นบ้านแห่งสุดท้ายของต้นชมพูภูคา พันธุ์ไม้หิมาลัย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2532 ดร.ธวัชชัย สันติสุข ผู้เชี่ยวชาญพฤกษศาสตร์ป่าไม้ กรมป่าไม้ เป็นผู้สำ รวจพบเป็นครั้งแรกในเขตอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ทุกปีในเดือนกุมภาพันธ์ ดอกชมพูภูคาจะผลิดอกตามปลายกิ่งเป็นช่อสีชมพู ยาว 30-35 เซนติเมตร เมื่อบานจะทำให้ช่อดอกเป็นพุ่มสวยงาม ชมพูภูคาเป็นพันธุ์ไม้ที่เคยมีการสำรวจพบตามหุบเขาแถบมณฑลยูนนานทางตอนใต้ของประเทศจีน และทางเหนือของเวียดนาม จากนั้นก็ไม่มีรายงานการค้นพบพืชชนิดนี้อีก พื้นที่ป่าดิบเขาดอยภูคาจึงอาจเป็นแหล่งกำเนิดสุดท้ายของชมพูภูคา ซึ่งเป็นไม้หายากใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่งของโลก จุดชมต้นชมพูภูคา ที่เข้าถึงง่ายที่สุดอยู่ริมถนน ห่างจากที่ทำการฯ ไป 5 กิโลเมตร เส้นทางศึกษาธรรมชาติชมพูภูคา จัดไว้ 2 เส้นทาง คือ เส้นทางศึกษาธรรมชาติดอกชมพูภูคา มีทั้งเส้นรอบใหญ่ ระยะทาง 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดิน 3 ชั่วโมง และเส้นทางรอบเล็ก ระยะทาง 2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดิน 1 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งจะพบพันธุ์ไม้ที่หายากและพันธุ์เฉพาะถิ่นสมุนไพร เป็นต้น และเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าดึกดำ บรรพ์ (ดอยดงหญ้าหวาย) ระยะทาง 7 กิโลเมตร ใช้เวลาเดิน 5 ชั่วโมง เป็นแหล่งดูนก มีนกไต่ไม้สีสวยที่พบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยและนกชนิดอื่น ๆ ด้วย – น้ำตกศิลาเพชร ตั้งอยู่ที่บ้านป่าตอง ตำบลศิลาเพชร สายน้ำไหลตกลงมาจากหน้าผาหลายชั้นลดหลั่นกันไป เหมาะกับการเล่นน้ำ และมีผีเสื้อสีสวยให้ชมด้วย ห่างจากตัวจังหวัด 71 กิโลเมตร เดินทางโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1080 (น่าน-ปัว) ก่อนถึงอำเภอปัว ตรงหลักกิโลเมตรที่ 41-42 มีทางแยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 1170 ไป 10 กิโลเมตร เดินเท้าต่อไปอีก 10 เมตร – ถ้ำผาแดง ตั้งอยู่ที่บ้านมณีพฤกษ์ ตำบลงอบ เป็นถ้ำที่มีความยาวที่สุดในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงาม ยังมีน้ำตกและลำธารขนาดใหญ่ภายในถ้ำอีกด้วย ในอดีตถ้ำผาแดงเป็นฐานที่ตั้งหลบภัยของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ภายในถ้ำยังปรากฏร่องรอยของที่พัก เตียงนอนทหาร เตียงนอนคนไข้ บางเตียงยังอยู่ในสภาพที่ใช้ได้ หลุมที่ฝังซ่อนอาวุธ เศษถาดอาหาร (ถาดหลุม) และเครื่องใช้ ต้องเดินเท้าประมาณ 3 ชั่วโมง ลัดเลาะเนินเขา ซึ่งจะได้ชมความสวยงามของธรรมชาติ พันธุ์ไม้ และสัตว์ป่าต่าง ๆ – ถ้ำผาฆ้อง เป็นถ้ำขนาดกลาง บริเวณปากถ้ำมีขนาดเล็ก ในถ้ำมีคูหาซึ่งมีหินงอกหินย้อย มีทางน้ำไหลผ่าน พื้นถ้ำเป็นดินเหนียวลื่นมาก ไม่ควรเข้าชมในช่วงฤดูฝน เพราะอาจมีน้ำท่วมในถ้ำ ควรติดต่อเจ้าหน้าที่นำทาง – น้ำตกต้นตอง เป็นน้ำตกหินปูนที่อยู่ห่างจากอุทยานฯ 3 กิโลเมตร ถึงแยกบ้านเต๋ย ขับรถไปอีก 800 เมตร แล้วเดินต่ออีก 200 เมตร เป็นทางเดินลาดชัน น้ำตกต้นตองเป็นน้ำตกหินปูนขนาดกลาง มี 3 ชั้น สูง 60 เมตร บนโตรกผามีพืชชุ่มน้ำ เช่น ตะไคร่น้ำ เฟิร์นเกาะเขียวขจี ในหน้าน้ำ น้ำตกจะมีสีขุ่นแดง – ดอยภูแว เป็นยอดดอยที่มีความสูงชัน สูงจากระดับทะเลปานกลาง 1,837 เมตร เป็นเทือกเขาเดียวกับภูเขาอัลไต มีลักษณะโดดเด่นคือปราศจากต้นไม้ใหญ่ เป็นทุ่งหญ้าบนดอย อีกทั้งยังมีลานหินและหน้าผาสูงชัน เช่น ผาแอ่น ผาผึ้ง ดอยภูแว ค้นพบสุสานหอยซึ่งเป็นหอยทะเลอายุประมาณ 218 ล้านปี ที่บริเวณบ้านค้างฮ่อ อำเภอทุ่งช้าง เดินทางโดยรถยนต์จากที่ทำ การอุทยานฯ ไปถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่ 9 (บ้านด่าน) ระยะทาง 63 กิโลเมตร และเดินขึ้นยอดดอยภูแว 8 กิโลเมตร มีลูกหาบบริการ – น้ำตกภูฟ้า เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา สูง 140 เมตร มีทั้งหมด 12 ชั้น ใช้เวลาไป-กลับและชมน้ำตกประมาณ 2 วัน ควรติดต่อเจ้าหน้าที่นำทาง ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท อุทยานฯ มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์ในบริเวณที่ทำการอุทยานฯ และลานดูดาวซึ่งเป็นจุดชมทิวทัศน์ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ตามถนนสายปัว-บ่อเกลือ 5 กิโลเมตร ในบริเวณพื้นที่กางเต็นท์ทั้งสองแห่งนี้มีห้องน้ำและห้องสุขาไว้บริการแก่นักท่องเที่ยว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม อุทยานแห่งชาติดอยภูคา โทร. 0 5470 1000, 08 1881 6785 และ 08 2194 1349 ส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 โทร. 0 5462 6770 ติดต่อจองบ้านพักได้ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 เว็บไซต์ www.dnp.go.th

เส้นทางปัว–บ่อเกลือ

เส้นทางแห่งความสุข “ถนนลอยฟ้า 1256” ปัว – บ่อเกลือ

“ถนนลอยฟ้า 1256” เส้นทางจากอำเภอปัว สู่อำเภอบ่อเกลือ สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ชมวิวทิวทัศน์ของภูเขาและสายหมอกที่สวยงาม จนใครก็ต้องมาเมื่อมาที่จังหวัดน่าน

“ถนนลอยฟ้า 1256” เส้นทางนี้ เป็นเส้นทางที่มองมุมไหนก็สวย เต็มไปด้วยธรรมชาติสีเขียวแล้ว ยังมีแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของคนชอบพักผ่อนใกล้ชิดธรรมชาติอย่าง “อุทยานแห่งชาติดอยภูคา” หากใครกำลังมีโปรแกรมมาเที่ยวที่จังหวัดน่าน ลองแวะมาเที่ยว “ถนนลอยฟ้า 1256” มาถ่ายรูป ชมธรรมชาติ กันนะคะ

Leave a Comment